ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซทวีความรุนแรงขึ้น

    by VT Markets
    /
    Mar 2, 2026

    ประเด็นสำคัญ

    • น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude: ราคามาตรฐานน้ำมันดิบของยุโรป/ตลาดโลก) พุ่ง 6.4% มาอยู่ที่ 77.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยขึ้นไปแตะเหนือ 82 ดอลลาร์ชั่วคราว
    • น้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate: น้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐฯ) กระโดด 6.2% มาอยู่ที่ 71.17 ดอลลาร์ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น
    • ราว 20% ของน้ำมันโลกและ LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว: ก๊าซที่ทำให้เย็นจนเป็นของเหลวเพื่อขนส่ง) ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
    • หากการขนส่งสะดุดนาน อาจทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาอีก
    • ตลาดต้องจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ เช่น ISM (ดัชนีภาคธุรกิจจากสถาบันจัดการอุปทาน), ยอดค้าปลีก, และตัวเลขจ้างงาน (payrolls: จำนวนคนจ้างงานที่ได้รับค่าจ้าง)

    ราคาน้ำมันพุ่ง จากความเสี่ยงอุปทานที่ช่องแคบฮอร์มุซ

    น้ำมัน (CL-OIL) พุ่งแรงในวันจันทร์ หลังความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ทำให้กังวลว่าอุปทานจะติดขัดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

    น้ำมันดิบเบรนท์ขึ้น 6.4% เป็น 77.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยแตะเหนือ 82 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ เพิ่ม 6.2% เป็น 71.17 ดอลลาร์

    ประมาณ 20% ของการค้าขายน้ำมันทางเรือของโลก และ 20% ของการขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบนี้ ข่าวเรื่องเรือบรรทุกน้ำมัน (tanker: เรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่) หยุดเดินเรือหรือเกิดความล่าช้า ทำให้ตลาดกลัวคอขวดด้านอุปทาน (supply bottleneck: ของส่งออกมาได้ไม่ทันเพราะติดที่จุดหนึ่ง)

    นักวิเคราะห์เตือนว่า หากการเดินเรือผ่านช่องแคบแทบหยุดลงจริง อาจทำให้น้ำมันหายจากตลาดโลกชั่วคราวได้ถึง 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน

    หากความตึงเครียดไม่ลดลงเร็ว ตลาดอาจปรับราคาน้ำมันให้สูงขึ้นต่อ

    ความเสี่ยงเงินเฟ้อกลับมาเด่นอีกครั้ง

    ราคาน้ำมันที่พุ่งต่อเนื่องมีผลเหมือน:

    • ค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับผู้บริโภค (เหมือนจ่ายแพงขึ้นในชีวิตประจำวัน)
    • ต้นทุนของธุรกิจเพิ่มขึ้นฉับพลัน (cost shock: ต้นทุนกระโดดแบบรวดเร็ว)
    • ตัวเร่งให้เงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น (inflation: ราคาสินค้าโดยรวมแพงขึ้น)

    ในอดีต เมื่ออุปทานจากตะวันออกกลางสะดุดเป็นเวลานาน มักทำให้ราคาปรับขึ้นต่อเนื่องหลายเดือน นักวิเคราะห์บางรายเปรียบเทียบกับเหตุการณ์คว่ำบาตรน้ำมันยุคทศวรรษ 1970 (oil embargo: การจำกัด/หยุดส่งออกน้ำมันเพื่อกดดันทางการเมือง) โดยเทียบกับระดับราคาในปัจจุบัน

    หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 80–90 ดอลลาร์ได้นาน ความคาดหวังเงินเฟ้อทั่วโลกอาจสูงขึ้นอีก และทำให้ธนาคารกลางตัดสินใจเรื่องนโยบายยากขึ้น (central bank policy: การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยและการดูแลเศรษฐกิจ)

    เพิ่มกำลังผลิตของ OPEC+ ช่วยได้จำกัด

    OPEC+ (กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร) ตกลงเพิ่มกำลังผลิต 206,000 บาร์เรล ต่อวันสำหรับเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม น้ำมันจำนวนมากยังต้องขนส่งผ่านตะวันออกกลางด้วยเรือ

    หากช่องแคบสะดุดต่อเนื่อง การเพิ่มกำลังผลิตทีละน้อยอาจชดเชยความเสี่ยงอุปทานได้ไม่มาก

    สรุปคือ ผลิตเพิ่มได้ แต่การขนส่งสำคัญ

    มุมมองทางเทคนิคของราคาน้ำมัน

    น้ำมันดิบ (CL) ซื้อขายแถว 71.61 เพิ่มกว่า 6% ในวันเดียว ถือเป็นการทะลุกรอบสะสม (consolidation range: ช่วงที่ราคาแกว่งแคบ ๆ) อย่างชัดเจน และทำจุดสูงใหม่ของรอบฟื้นตัว

    กราฟรายวันแสดงแท่งเทียนขาขึ้นแรง (bullish expansion candle: แท่งเทียนที่พุ่งขึ้นยาว สะท้อนแรงซื้อ) โดยราคาทะลุแนวต้านเดิม (resistance: ระดับราคาที่มักขึ้นต่อได้ยาก) แถว 67.00–69.00 และเคยทดสอบจุดสูง 74.96 การเคลื่อนไหวนี้ต่อยอดจากการเด้งขึ้นจากจุดต่ำเดือนมกราคมที่ 54.87 และยืนยันรูปแบบ “จุดสูงใหม่และจุดต่ำใหม่ที่สูงขึ้น” (higher highs, higher lows: สัญญาณแนวโน้มขาขึ้น)

    มองจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average: เส้นค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังเพื่อดูแนวโน้ม) โมเมนตัมยังเป็นบวก เส้น 5 วัน (67.19) และ 10 วัน (66.23) เร่งตัวขึ้น ขณะที่เส้น 20 วัน (64.98) และ 30 วัน (64.03) ยังอยู่ต่ำกว่าราคาและเริ่มไต่ขึ้น

    ระยะห่างที่กว้างขึ้นระหว่างราคาและเส้นระยะยาว สะท้อนแรงขึ้นที่แข็งแรง แต่ก็เพิ่มโอกาสย่อตัวระยะสั้น (pullback: ราคาถอยลงชั่วคราวหลังพุ่งแรง)

    แนวต้านใกล้สุดอยู่แถว 74.90–76.60 โดย 76.60 เป็นระดับถัดไปที่เห็นชัด ด้านล่าง แนวต้านเดิมแถว 69.00–70.00 กลายเป็นแนวรับแรก (support: ระดับราคาที่มักรับให้ไม่ลงต่อได้ง่าย)

    หากย่อลงมาบริเวณนั้น ถือว่าเป็นการพักตัวที่ดีในโครงสร้างขาขึ้นรอบนี้ ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือเส้นเฉลี่ย 20 วันแถว 65.00 แนวโน้มฟื้นตัวยังไม่เสีย

    คำถามที่พบบ่อย

    1. ทำไมราคาน้ำมันถึงขึ้นแรง? เพราะความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น และกังวลว่าการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสะดุด ช่องแคบนี้เป็น “คอขวด” สำคัญ เพราะน้ำมันที่ขนส่งทางเรือของโลกราว 20% ต้องผ่านจุดนี้
    2. เบรนท์และ WTI ขึ้นไปเท่าไร? เบรนท์ขึ้นมากกว่า 6% มาแถว 77.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยแตะเหนือ 82 ดอลลาร์ชั่วคราว ส่วน WTI ขึ้นมากกว่า 6% มาใกล้ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
    3. ทำไมช่องแคบฮอร์มุซถึงสำคัญกับตลาดน้ำมัน? เพราะรองรับการขนส่งน้ำมันทางเรือราวหนึ่งในห้าของโลก และยังมีการส่งออก LNG จำนวนมาก หากสะดุดอาจทำให้อุปทานหายไปหลายล้านบาร์เรลต่อวัน และทำให้ราคาพุ่งทันที
    4. ราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้นต่อไหม? มี หากความขัดแย้งบานปลายหรือเรือขนส่งยังถูกจำกัด น้ำมันอาจถูก “ตั้งราคาใหม่” ให้สูงขึ้นต่อ (repricing: ตลาดปรับราคาตามความเสี่ยงใหม่) การสะดุดที่ยืดเยื้ออาจดันไปแถว 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่า ขึ้นอยู่กับขนาดและระยะเวลาที่อุปทานหายไป
    5. น้ำมันแพงขึ้นทำให้เงินเฟ้อเพิ่มอย่างไร? ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ค่าขนส่ง การผลิต และพลังงานแพงขึ้น ต้นทุนเหล่านี้มักถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า ทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมากดดัน และทำให้ธนาคารกลางตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยยากขึ้น
    6. OPEC+ ทำอะไรเพื่อพยุงราคาน้ำมัน? OPEC+ ตกลงเพิ่มกำลังผลิตประมาณ 206,000 บาร์เรลต่อวันสำหรับเดือนเมษายน แต่ปริมาณเพิ่มนี้อาจยังชดเชยไม่ได้ หากการขนส่งผ่านตะวันออกกลางยังติดขัด
    7. ทำไมหุ้นมักลงเมื่อน้ำมันพุ่ง? น้ำมันแพงเหมือนเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภค ทำให้เงินเหลือใช้ลดลง และทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ/การดำเนินงานสูงขึ้น ตลาดหุ้นจึงมักอ่อนตัวเมื่อ “ช็อกด้านพลังงาน” (energy shock: ราคาพลังงานพุ่งแรง) เสี่ยงกระทบการเติบโตเศรษฐกิจและกำไรบริษัท

    เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

    Back To Top
    server

    สวัสดี 👋

    ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

    แชทกับทีมของเราได้ทันที

    แชทสด

    เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

    • โทรเลข
      hold พักไว้
    • เร็วๆ นี้...

    สวัสดี 👋

    ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

    โทรเลข

    สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

    ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

    QR code