ประเด็นสำคัญ:
- ดัชนีกระแสเงิน (Money Flow Index: MFI) เป็น “ออสซิลเลเตอร์” (เส้นแกว่งขึ้นลง) วัดแรงซื้อ-แรงขาย โดยให้น้ำหนักด้วยปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในช่วงเวลาที่กำหนด
- ค่าอยู่ระหว่าง 0–100 โดยมากกว่า 80 มักตีความว่า “ซื้อมากเกินไป” (Overbought: ราคาขึ้นแรงจนเสี่ยงย่อตัว) และต่ำกว่า 20 คือ “ขายมากเกินไป” (Oversold: ลงแรงจนเสี่ยงเด้งกลับ)
- เพราะรวม “ราคา” กับ “ปริมาณซื้อขาย” MFI จึงช่วยยืนยันว่าแรงขยับของราคา “มีแรงหนุนจริง” จากเงินที่ไหลเข้า/ออก
- เทรดเดอร์ใช้หา “สัญญาณกลับตัว” (Reversal), ยืนยัน “แนวโน้ม” (Trend) และช่วยจับจังหวะเข้าออก โดยมักใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นบน MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5)
Momentum คือความเร็วที่ตลาดเคลื่อนที่ ส่วน Volume คือความหนาแน่นของแรงซื้อขายที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวนั้น MFI รวมสองอย่างนี้ไว้ในเส้นเดียวที่อ่านง่าย
สำหรับเทรดเดอร์ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง: เก็งกำไรจากส่วนต่างราคา ไม่ได้ถือสินทรัพย์จริง) ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการขึ้นที่ Volume บางมักหมดแรงเร็ว แต่การขึ้นที่มีกระแสเงินหนุนมักไปต่อได้ การอ่านค่า MFI ช่วยแยก “ขึ้นลอย ๆ” ออกจาก “ขึ้นมีแรงหนุน” ก่อนลงเงิน
คู่มือนี้สรุปสูตรแบบเข้าใจง่ายและการใช้งานจริง คุณจะได้รู้สูตร MFI วิธีอ่านสัญญาณ และแนวทางวางกลยุทธ์ให้เหมาะกับสไตล์ เริ่มจากพื้นฐานก่อน
Money Flow Index คืออะไร?

Money Flow Index (MFI) คืออินดิเคเตอร์ทางเทคนิค (ตัวชี้วัดจากกราฟ) ที่ติดตาม “เงินไหลเข้า-ไหลออก” ของสินทรัพย์ มักถูกเรียกว่า RSI แบบถ่วงน้ำหนักด้วยวอลุ่ม เพราะทำงานคล้าย Relative Strength Index (RSI: ดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์) แต่เพิ่มปริมาณการซื้อขายเข้ามา ผลลัพธ์เป็นเส้นเดียวแกว่งระหว่าง 0–100
ส่วนต่างสำคัญคือ “วอลุ่ม” MFI ไม่ได้บอกแค่ทิศทางราคา แต่บอกน้ำหนักของเงินที่หนุนการเคลื่อนไหว ช่วยประเมินว่าแนวโน้มมีแรงสนับสนุนจริงหรือไม่
MFI ทำงานอย่างไร
MFI แยกเงินในแต่ละช่วงเวลาเป็น “บวก” หรือ “ลบ” ตามจำนวนช่วงที่เลือก (มักใช้ 14 ช่วง) หลักคิดคือ:
- ถ้า “ราคาทั่วไป” (Typical Price: ค่าเฉลี่ยของ High/Low/Close) สูงขึ้นจากช่วงก่อน จะนับเป็นกระแสเงินบวก (Positive Money Flow: เงินไหลเข้า)
- ถ้าราคาทั่วไปลดลง จะนับเป็นกระแสเงินลบ (Negative Money Flow: เงินไหลออก)
- นำยอดรวมฝั่งบวกเทียบกับฝั่งลบ แล้วแปลงเป็นค่า 0–100
- ค่าสูง = แรงซื้อเด่น ค่าต่ำ = แรงขายเด่น
MFI บอกอะไรเกี่ยวกับแรงซื้อ-แรงขาย
หน้าที่หลักของ MFI คือวัด “แรงกดดันฝั่งซื้อและขาย” เงินไหลเข้าเส้นจะยกขึ้น เงินไหลออกเส้นจะกดลง ทำให้อ่านมุมมองตลาดได้เร็ว
- MFI ขึ้น = เงินใหม่ไหลเข้า แรงซื้อเพิ่ม
- MFI ลง = เงินไหลออก แรงขายเพิ่ม
- ค่าสูงมาก = ระวังแรงซื้อเริ่มล้า
- ค่าต่ำมาก = ระวังแรงขายเริ่มหมด
ทิป: ใช้ MFI เป็น “มาตรวัดความแน่นของแรงซื้อขาย” ไม่ใช่เครื่องทำนาย แนวโน้มที่แรงมากอาจอยู่แรงต่อได้ ให้รอการยืนยันก่อนค่อยเทรด
ใครเป็นผู้พัฒนา MFI
MFI พัฒนาโดย Gene Quong และ Avrum Soudack เพื่อยกระดับออสซิลเลเตอร์ที่ไม่ใช้วอลุ่มอย่าง RSI เป้าหมายคือทำเครื่องมือวัดโมเมนตัมที่ให้ความสำคัญกับวอลุ่ม เพื่อแยก “การเคลื่อนไหวจริง” ออกจาก “สัญญาณรบกวน” (Noise: ความผันผวนที่ไม่สะท้อนแรงซื้อขายจริง)
วิธีคำนวณ Money Flow Index
สูตร MFI อาจดูซับซ้อน แต่แยกได้เป็น 4 ขั้นตอน ลองดูตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ
ขั้นที่ 1: คำนวณราคาทั่วไป (Typical Price)
ราคาทั่วไปคือค่าเฉลี่ยของราคาสูงสุด ต่ำสุด และปิดของช่วงนั้น
Typical Price = (High + Low + Close) / 3
ตัวอย่าง EUR/USD มี High 1.2050, Low 1.1990 และ Close 1.2030 ราคาทั่วไป = (1.2050 + 1.1990 + 1.2030) / 3 = 1.20233
ขั้นที่ 2: คำนวณกระแสเงินดิบ (Raw Money Flow)
นำราคาทั่วไปคูณด้วยวอลุ่มของช่วงนั้น
Raw Money Flow = Typical Price x Volume
จากตัวอย่าง หากวอลุ่มเท่ากับ 10,000 ทิก (Tick Volume: จำนวนครั้งที่ราคาเปลี่ยน ใช้แทนวอลุ่มจริงในบางตลาด เช่น ฟอเร็กซ์):
1.20233 x 10,000 = 12,023 ตัวเลขนี้แทน “ปริมาณเงินที่หมุนเวียน” ในช่วงนั้นตามนิยามของอินดิเคเตอร์
ขั้นที่ 3: สร้างอัตราส่วนกระแสเงิน (Money Flow Ratio)
อัตราส่วนนี้เทียบกระแสเงินบวกกับกระแสเงินลบในช่วงที่เลือก
- รวม Raw Money Flow ของทุกช่วงที่ราคาทั่วไป “สูงขึ้น” = กระแสเงินบวก
- รวม Raw Money Flow ของทุกช่วงที่ราคาทั่วไป “ลดลง” = กระแสเงินลบ
- นำยอดรวมฝั่งบวก ÷ ฝั่งลบ
สมมติ กระแสเงินบวกรวม 60,000 และกระแสเงินลบรวม 40,000 อัตราส่วน = 60,000 / 40,000 = 1.5
ขั้นที่ 4: ใส่สูตร MFI
คำนวณค่า MFI จากอัตราส่วนกระแสเงิน
MFI = 100 − (100 / (1 + Money Flow Ratio))
เมื่ออัตราส่วน = 1.5: 100 − (100 / 2.5) = 100 − 40 = 60 ตารางด้านล่างสรุปครบทุกขั้น
| ขั้น | การคำนวณ | ผลลัพธ์ |
| ราคาทั่วไป | (1.2050 + 1.1990 + 1.2030) / 3 | 1.20233 |
| กระแสเงินดิบ | 1.20233 x 10,000 | 12,023 |
| กระแสเงินบวก (14 ช่วง) | รวมช่วงที่ราคาขึ้น | 60,000 |
| กระแสเงินลบ (14 ช่วง) | รวมช่วงที่ราคาลง | 40,000 |
| อัตราส่วนกระแสเงิน | 60,000 / 40,000 | 1.5 |
| Money Flow Index | 100 − (100 / 2.5) | 60 |
ค่า 60 อยู่โซนกลาง เอนบวกเล็กน้อย หากแรงซื้อดันอัตราส่วนขึ้นไป 4 ค่า MFI จะขึ้นเป็น 80 ซึ่งเป็นเส้นซื้อมากเกินไป โดยทั่วไปแพลตฟอร์มคำนวณให้ทั้งหมด แต่เข้าใจขั้นตอนจะช่วยเชื่อสัญญาณได้มากขึ้น
วิธีอ่านสัญญาณ Money Flow Index
MFI ให้สัญญาณหลัก 3 แบบ: โซนซื้อมาก/ขายมาก, ไดเวอร์เจนซ์ (Divergence: ราคาไปทางหนึ่ง แต่อินดิเคเตอร์ไปอีกทาง) และ Failure Swing (รูปแบบกลับตัวจากเส้นอินดิเคเตอร์เอง)
โซนซื้อมากเกินไป/ขายมากเกินไป ที่ 80 และ 20
วิธีอ่านที่พบมากที่สุดคือดูระดับ 80 และ 20
- มากกว่า 80 = ซื้อมากเกินไป เสี่ยงย่อตัว (Pullback: ย่อสวนแนวโน้มหลักระยะสั้น)
- ต่ำกว่า 20 = ขายมากเกินไป เสี่ยงเด้งกลับ
- เส้น 50 เป็นตัวแบ่งอารมณ์ตลาดคร่าว ๆ ระหว่างฝั่งบวก (กระทิง) กับฝั่งลบ (หมี)
| ค่า MFI | โซน | ความหมาย |
| 80–100 | ซื้อมากเกินไป | แรงซื้ออาจเริ่มล้า ระวังกลับตัว |
| 50–80 | โซนขาขึ้น | เงินไหลเข้า แนวโน้มเอนขึ้น |
| 20–50 | โซนขาลง | เงินไหลออก แนวโน้มเอนลง |
| 0–20 | ขายมากเกินไป | แรงขายอาจเริ่มหมด ระวังเด้งกลับ |
ค่า “สุดขั้ว” เป็นสัญญาณเตือน ไม่ใช่คำสั่งซื้อ/ขายทันที เพราะในเทรนด์แรง ค่าอาจค้างเหนือ 80 หรือต่ำกว่า 20 ได้นาน
ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้นและขาลง
Divergence คือจุดเด่นของ MFI เกิดเมื่อ “ราคา” กับ “อินดิเคเตอร์” ไม่ไปทิศเดียวกัน
- ไดเวอร์เจนซ์ขาขึ้น: ราคาทำจุดต่ำใหม่ต่ำกว่าเดิม (Lower Low) แต่ MFI ทำจุดต่ำใหม่สูงกว่าเดิม (Higher Low) สื่อว่าแรงขายเริ่มอ่อน
- ไดเวอร์เจนซ์ขาลง: ราคาทำจุดสูงใหม่สูงกว่าเดิม (Higher High) แต่ MFI ทำจุดสูงใหม่ต่ำกว่าเดิม (Lower High) สื่อว่าแรงซื้อเริ่มอ่อน
กราฟด้านล่างเป็นตัวอย่างไดเวอร์เจนซ์ขาลง: ราคาขึ้นทำจุดสูงใหม่ แต่ MFI เริ่มอ่อนลง

หมายเหตุ: ไดเวอร์เจนซ์ขาลงบน Money Flow Index
Failure Swings
Failure Swing คือสัญญาณกลับตัวที่ดูจากรูปแบบของเส้น MFI เอง ไม่จำเป็นต้องมีไดเวอร์เจนซ์กับราคา
- แบบขาลง: MFI ขึ้นเหนือ 80 แล้วลง จากนั้นรีบาวด์แต่กลับไปไม่ถึง 80 แล้วหลุดจุดต่ำก่อนหน้า
- แบบขาขึ้น: MFI ลงต่ำกว่า 20 แล้วเด้ง จากนั้นลงอีกแต่ไม่หลุดต่ำกว่า 20 แล้วทะลุจุดสูงก่อนหน้า
วิธีใช้ Money Flow Index ในการเทรด
ส่วนนี้คือการนำสัญญาณ MFI ไปใช้เทรดบน MT4 และ MT5
1) หาโอกาสกลับตัวด้วยไดเวอร์เจนซ์
ไดเวอร์เจนซ์เป็นสัญญาณหลักของ MFI สำหรับการกลับตัว เมื่อราคาและอินดิเคเตอร์แยกทาง โมเมนตัมมักเริ่มเปลี่ยน
- ทำเครื่องหมายจุดสวิงสูง/ต่ำของราคา (Swing High/Low: จุดกลับตัวระยะสั้นบนกราฟ)
- เทียบกับยอด/ก้นของ MFI ในช่วงเดียวกัน
- ให้ไดเวอร์เจนซ์เป็นสัญญาณเตือน แล้วรอ “ราคา” ยืนยันด้วยการหลุด/ทะลุโครงสร้าง (Break of Structure: ราคาเบรกจุดสวิงสำคัญ)
2) ยืนยันความแข็งแรงของเทรนด์ด้วยวอลุ่ม
เพราะ MFI ใช้วอลุ่ม จึงช่วย “ยืนยันเทรนด์” ได้ เทรนด์ที่มีกระแสเงินหนุน มักแข็งแรงกว่าเทรนด์ที่ไปต่อแบบไร้แรงซื้อขาย
- ขาขึ้น: MFI ยืนเหนือ 50 ช่วยยืนยันว่าฝั่งซื้อยังคุมเกม
- ขาลง: MFI อยู่ใต้ 50 ช่วยยืนยันว่าฝั่งขายยังคุมเกม
- ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่ แต่ MFI อ่อนลง เทรนด์อาจเริ่มหมดแรง
3) ช่วยจับจังหวะเข้าออก
MFI ช่วยคมขึ้นเรื่องจุด เข้าและออก เมื่อใช้คู่กับพฤติกรรมราคา (Price Action: การอ่านรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคา)
- ถ้า MFI อยู่โซนขายมากใกล้แนวรับ (Support: บริเวณที่มักมีแรงซื้อพยุง) ใช้เป็นจุดเตรียมแผนเข้าซื้อ
- ถ้า MFI อยู่โซนซื้อมากใกล้แนวต้าน (Resistance: บริเวณที่มักมีแรงขายกด) ใช้เป็นจุดเตรียมแผนขาย/ทำกำไร หรือเปิดชอร์ต (Short: เก็งกำไรราคาลง)
- ใช้การตัดผ่านเส้น 50 เพื่อยืนยันโมเมนตัมเปลี่ยนก่อนตัดสินใจ
ทิป: อย่าใช้ MFI เดี่ยว ๆ ควรใช้ร่วมกับแนวรับ-แนวต้าน เพื่อกำหนด “จุดผิดทาง” (Invalidation: จุดที่แผนเทรดใช้ไม่ได้แล้ว) ให้ชัด
4) ใช้ร่วมกับ RSI, MACD และเส้นค่าเฉลี่ย
กลยุทธ์ MFI ที่ใช้งานได้ดี มักใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นเพื่อกรองสัญญาณอ่อน
- ใช้ร่วมกับ RSI เพื่อเทียบโมเมนตัมที่ดูจากราคาอย่างเดียว กับโมเมนตัมที่รวมวอลุ่ม
- ใช้ร่วมกับ MACD (Moving Average Convergence Divergence: อินดิเคเตอร์จากเส้นค่าเฉลี่ย ใช้ดูทิศทางและแรงของแนวโน้ม) เพื่อให้สัญญาณสอดคล้องกัน
- ใช้ร่วมกับ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง ใช้ดูแนวโน้ม) เพื่อเทรดสัญญาณ MFI ไปในทิศเดียวกับเทรนด์ใหญ่
Money Flow Index เทียบกับ RSI
คำถามที่พบบ่อยคือ MFI ดีกว่า RSI ไหม คำตอบคือไม่มีตัวไหน “ดีกว่า” เสมอไป เพราะวัดคนละมุม เป้าหมายและตลาดเป็นตัวกำหนดว่าควรใช้ตัวไหน
สรุปความต่าง
| หัวข้อ | Money Flow Index (MFI) | Relative Strength Index (RSI) |
| ข้อมูลที่ใช้ | ราคาและวอลุ่ม | ราคาอย่างเดียว |
| ชื่อเรียก | RSI แบบถ่วงน้ำหนักวอลุ่ม | ออสซิลเลเตอร์วัดโมเมนตัม |
| ซื้อมากเกินไป | มากกว่า 80 | มากกว่า 70 |
| ขายมากเกินไป | ต่ำกว่า 20 | ต่ำกว่า 30 |
| จุดเด่น | ช่วยยืนยันว่าแรงขยับ “มีเงินหนุน” | อ่านโมเมนตัมจากราคาได้ไว |
จังหวะที่ควรให้ความสำคัญกับ MFI มากกว่า RSI
MFI เด่นเมื่อวอลุ่มสะท้อนกิจกรรมตลาดได้จริง
- เหมาะกับหุ้นและฟิวเจอร์ส (Futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) เพราะวอลุ่มจากตลาดมีความน่าเชื่อถือ
- เหมาะเมื่ออยากยืนยันว่า “เบรกเอาต์” (Breakout: ราคาทะลุแนวรับ/แนวต้านสำคัญ) มีแรงหนุนจริง
- เหมาะเมื่อมองหาไดเวอร์เจนซ์ที่เครื่องมือดูจากราคาอย่างเดียวอาจพลาด
ใช้ทั้งสองตัวร่วมกัน
หลายคนใช้ทั้ง MFI และ RSI แล้วให้ “การให้สัญญาณตรงกัน” เป็นสัญญาณที่หนักแน่นกว่า
- ถ้า MFI และ RSI เข้าโซนซื้อมากพร้อมกัน โอกาสกลับตัวน่าสนใจขึ้น
- ถ้าสองตัวให้สัญญาณไม่ตรงกัน ควรระวังและรอการยืนยันเพิ่ม
- ดูคู่กันช่วยแยก “แกว่งสั้น” ออกจาก “กลับตัวจริง”
การตั้งค่า Money Flow Index และไทม์เฟรมที่เหมาะสม
ไม่มีค่าตายตัว การตั้งค่าที่เหมาะขึ้นอยู่กับตลาด ไทม์เฟรม และความถี่ในการเทรด
1) ค่าเริ่มต้น 14 ช่วง
ค่า 14 ช่วงเป็นมาตรฐาน เพราะบาลานซ์ความไวกับความน่าเชื่อถือได้ดีในหลายตลาด
- ลดสัญญาณรบกวน แต่ยังตอบสนองต่อการเปลี่ยนจริงได้
- เป็นค่ามาตรฐานในหลายแพลตฟอร์ม
- เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นก่อนปรับให้เข้ากับสไตล์
2) ปรับค่าสำหรับเดย์เทรดและสวิงเทรด
ระยะถือสถานะควรเป็นตัวกำหนดการตั้งค่า
- เดย์เทรด (Day trading: เปิด-ปิดภายในวัน): ใช้ช่วงสั้น เช่น 9 หรือ 10 จะไวกว่า เหมาะกับไทม์เฟรมเล็ก
- สวิงเทรด (Swing trading: ถือหลายวัน-หลายสัปดาห์): ใช้ 14 หรือยาวขึ้นเป็น 20 เพื่อกรองสัญญาณรบกวน เหมาะกับกราฟรายวัน
- ช่วงสั้นให้สัญญาณมากขึ้น แต่หลอกมากขึ้น ควรเพิ่มเงื่อนไขยืนยัน
3) ค่าสำหรับฟอเร็กซ์ คริปโต และหุ้น
คุณภาพวอลุ่มต่างกันตามตลาด วิธีใช้จึงควรต่างกัน ที่ VT Markets เทรดเดอร์ใช้ค่าเหล่านี้กับ ฟอเร็กซ์, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์ และ หุ้น CFD บน MT4 และ MT5
| ตลาด | ช่วงที่แนะนำ | หมายเหตุ |
| ฟอเร็กซ์ | 14 | Tick Volume เป็นตัวแทนวอลุ่ม ควรยืนยันด้วยราคา |
| คริปโต | 9–14 | การเคลื่อนไหวเร็ว เหมาะกับค่าที่ไวขึ้น |
| หุ้น | 14–20 | วอลุ่มจากตลาดซื้อขายจริงช่วยให้สัญญาณน่าเชื่อถือขึ้น |
ข้อจำกัดของ Money Flow Index
ไม่มีอินดิเคเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ MFI ก็เช่นกัน การรู้จุดอ่อนช่วยลดความผิดพลาดของกลยุทธ์
1) สัญญาณหลอกในช่วงเทรนด์แรง
ความเสี่ยงหลักคือรีบสวนเทรนด์แรงเร็วเกินไป
- ในขาขึ้นแรง MFI อาจค้างโซนซื้อมากได้นาน โดยราคาไม่กลับตัว
- ในขาลงแรง MFI อาจค้างโซนขายมากได้นานเช่นกัน
- ขายทุกครั้งที่ MFI > 80 ในตลาดขาขึ้น คือการฝืนกระแส
2) ต้องพึ่งพาข้อมูลวอลุ่มที่แม่นยำ
MFI จะมีคุณภาพเท่ากับวอลุ่มที่ป้อนเข้าไป
- ตลาดรวมศูนย์อย่างหุ้น วอลุ่มจากตลาดซื้อขายมีความแม่นยำ
- ตลาดฟอเร็กซ์ หลายแพลตฟอร์มใช้ Tick Volume ซึ่งเป็น “การประมาณ” ไม่ใช่วอลุ่มที่ซื้อขายจริง
- ถ้าวอลุ่มคุณภาพต่ำ สัญญาณจะอ่อนลงทั้งหมด
3) ลดสัญญาณหลอกด้วยการยืนยัน
ทางแก้คือ “การยืนยัน” กลยุทธ์ MFI ที่มีวินัยจะไม่ตัดสินใจจากค่าเดียว
- รอให้ราคาเบรกโครงสร้างก่อนเทรดไดเวอร์เจนซ์
- วาง MFI ให้สอดคล้องกับแนวรับ แนวต้าน หรือเส้นค่าเฉลี่ย
- ใช้ตัวที่สองยืนยัน เช่น RSI หรือ MACD
- กำหนดขนาดสถานะให้เหมาะสม และตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop-loss: ราคาที่ปิดเพื่อลดความเสียหาย) เสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Money Flow Index คืออะไร?
Money Flow Index (MFI) เป็นออสซิลเลเตอร์ที่ถ่วงน้ำหนักด้วยวอลุ่ม ใช้วัดเงินไหลเข้า-ไหลออกของสินทรัพย์ ค่าอยู่ 0–100 ช่วยประเมินแรงซื้อแรงขาย และเพราะรวมวอลุ่ม จึงมักช่วยยืนยันว่าแรงขยับของราคา “มีแรงหนุนจริง”
MFI คำนวณอย่างไร?
คำนวณ 4 ขั้น: (1) หา Typical Price จากค่าเฉลี่ย High/Low/Close (2) คูณวอลุ่มเป็น Raw Money Flow (3) หาอัตราส่วนโดยนำกระแสเงินบวก ÷ กระแสเงินลบ (4) ใส่สูตร MFI = 100 − (100 / (1 + Money Flow Ratio))
MFI มากกว่า 80 หรือต่ำกว่า 20 หมายถึงอะไร?
มากกว่า 80 คือซื้อมากเกินไป เสี่ยงย่อตัว ต่ำกว่า 20 คือขายมากเกินไป เสี่ยงเด้งกลับ เป็น “สัญญาณเตือน” ไม่ใช่คำสั่งให้ซื้อหรือขายทันที
ไดเวอร์เจนซ์ของ MFI คืออะไร?
ไดเวอร์เจนซ์เกิดเมื่อราคาและ MFI ไปคนละทาง แบบขาขึ้นคือราคาทำจุดต่ำใหม่ต่ำกว่าเดิม แต่ MFI ทำจุดต่ำใหม่สูงกว่าเดิม แบบขาลงคือราคาทำจุดสูงใหม่สูงกว่าเดิม แต่ MFI ทำจุดสูงใหม่ต่ำกว่าเดิม โดยชี้ว่าแรงของการเคลื่อนไหวเดิมอาจเริ่มอ่อนลง
ควรตั้งค่า MFI เท่าไรดีที่สุด?
ค่าเริ่มต้น 14 ช่วงใช้ได้ดีในหลายตลาด เดย์เทรดอาจใช้ 9 หรือ 10 เพื่อให้ไวขึ้น สวิงเทรดอาจใช้ 14–20 เพื่อกรองสัญญาณรบกวน ควรเลือกตามไทม์เฟรมและยืนยันสัญญาณก่อนตัดสินใจ
เทรดอย่างเป็นระบบด้วย Money Flow Index ที่ VT Markets
MFI ช่วยเทรดเดอร์ที่ให้ความสำคัญทั้งราคาและวอลุ่ม หากใช้ถูกวิธีจะช่วยเห็นจังหวะกลับตัวเร็วขึ้น ยืนยันเทรนด์ได้ดีขึ้น และจับจังหวะเข้าออกมั่นใจขึ้น แต่หากใช้แบบไม่ยืนยันสัญญาณ อาจเผลอสวนเทรนด์แรง ควรใช้ร่วมกับการยืนยันและบริหารความเสี่ยง
หากต้องการฝึกใช้งานจริง บน VT Markets สามารถใช้ MFI กับฟอเร็กซ์ ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น และอื่น ๆ ได้บน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5