This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

อธิบายโมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์: ประเภทและสัญญาณการเทรด

by VT Markets
/
Aug 13, 2026

โมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์ (Momentum divergence) คือภาวะที่ราคาและอินดิเคเตอร์วัดแรงส่ง (momentum indicator) เช่น RSI หรือ MACD เคลื่อนไหวสวนทางกัน เป็นสัญญาณว่าแรงของแนวโน้มอาจเริ่มอ่อนลง แม้ราคายังทำจุดสูงสุดใหม่หรือจุดต่ำสุดใหม่ได้ คู่มือนี้อธิบายว่าโมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์คืออะไร มี 4 ประเภทหลัก (รวมแบบปกติและแบบซ่อน) วิธีสังเกตบนกราฟ วิธีใช้ RSI และ MACD เพื่อยืนยันสัญญาณ และเหตุผลที่ควรใช้ร่วมกับสัญญาณยืนยัน การบริหารความเสี่ยง และแผนเทรดที่ชัดเจนบนแพลตฟอร์มอย่าง MT4 และ MT5

สรุปประเด็นสำคัญ:

  • โมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์เกิดเมื่อราคาและอินดิเคเตอร์วัดแรงส่งเคลื่อนไหวสวนทางกัน
  • มี 4 แบบ: ปกติขาขึ้น, ปกติขาลง, ซ่อนขาขึ้น และซ่อนขาลง
  • ไดเวอร์เจนซ์แบบปกติบอกโอกาส “กลับตัว” ส่วนแบบซ่อนบอกโอกาส “ไปต่อ” ตามแนวโน้มเดิม
  • ไดเวอร์เจนซ์เป็น “สัญญาณเตือนว่าแรงเริ่มแผ่ว” ไม่ใช่สัญญาณเข้าเทรดอัตโนมัติ

โมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์เป็นแนวคิดที่นักเทรดมักหยิบมาใช้เมื่อแนวโน้มเริ่มดูอ่อนแรง แต่ก็เป็นเรื่องที่ถูกอ่านผิดบ่อย

คู่มือนี้อธิบายความหมายและการเกิดของโมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์ ความต่างของ 4 ประเภท อินดิเคเตอร์ที่เห็นสัญญาณชัด ความน่าเชื่อถือของสัญญาณ และวิธีทำให้เป็นกฎการเทรดที่ทำตามได้

โมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์คืออะไร?

Momentum Divergence Explained: Types and Trading Signals

โมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์เกิดเมื่อ “ราคา” ของสินทรัพย์และ “อินดิเคเตอร์วัดแรงส่ง” ให้สัญญาณไม่ตรงกัน เช่น ราคาไปทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ค่าอินดิเคเตอร์ไม่ทำตาม หรือราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ค่าอินดิเคเตอร์เริ่มยกตัวขึ้น

ความไม่สอดคล้องนี้คือสัญญาณหลัก บอกว่าแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเคลื่อนไหวเริ่มอ่อนลง แม้ราคายังไม่กลับทิศ

เปรียบเหมือนรถยังไหลไปข้างหน้า แต่คนขับผ่อนคันเร่ง รถยังเคลื่อนที่ แต่แรงส่งไม่เท่าเดิม

ไดเวอร์เจนซ์ในการเทรดคืออะไร?

ไดเวอร์เจนซ์ในการเทรด คือความไม่ตรงกันระหว่างพฤติกรรมของราคา กับพฤติกรรมของ ออสซิลเลเตอร์ (oscillator) ซึ่งเป็นอินดิเคเตอร์ที่แกว่งขึ้นลงเพื่อบอกแรงซื้อแรงขาย

นักเทรดใช้การเปรียบเทียบนี้เพราะการแกว่งของอินดิเคเตอร์มักอ่านง่ายกว่าดูราคาอย่างเดียว เครื่องมือที่ใช้บ่อย ได้แก่:

  • Relative Strength Index (RSI): ดัชนีแรงสัมพัทธ์ วัดความเร็วและขนาดการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงที่ผ่านมา ค่าอยู่ระหว่าง 0–100
  • MACD: อินดิเคเตอร์ที่เปรียบเทียบ “เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่” 2 เส้น (moving average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังแบบไล่ไปตามเวลา) แล้วนำส่วนต่างมาแสดง เพื่อดูทิศและแรงของแนวโน้ม
  • Stochastic oscillator: เปรียบเทียบราคาปิดกับช่วงราคาสูง-ต่ำในระยะล่าสุด เพื่อบอกว่าราคาอยู่ใกล้ด้านบนหรือด้านล่างของช่วงนั้น
  • Rate of change (ROC): วัดเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของราคาภายในจำนวนแท่ง/ช่วงเวลาที่กำหนด

ข้อที่ทำให้หลายคนสับสน: คำว่า “divergence” อยู่ในชื่อของ MACD (Moving Average Convergence Divergence) ด้วย แต่ในชื่อ MACD หมายถึง “เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นแยกออกจากกัน” ซึ่งไม่ใช่ “ไดเวอร์เจนซ์ระหว่างราคาและอินดิเคเตอร์” ที่บทความนี้พูดถึง

โมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์เกิดบนกราฟอย่างไร

การดูไดเวอร์เจนซ์จะวัดระหว่าง สวิงไฮ (swing high) และ สวิงโลว์ (swing low) หรือ “จุดกลับตัวระยะสั้น” บนกราฟ ต้องมี 2 จุดอ้างอิงบนราคา และ 2 จุดเดียวกันบนอินดิเคเตอร์

ขั้นตอนทำตามได้:

  1. หา “สวิงไฮ” 2 จุด หรือ “สวิงโลว์” 2 จุดที่เห็นชัดบนราคา
  2. จด/ทำเครื่องหมายค่าของอินดิเคเตอร์ ณ จุดเวลาเดียวกันนั้น
  3. เปรียบเทียบทิศทางของเส้นราคา กับเส้นของอินดิเคเตอร์
  4. ถ้าเส้นเอียงคนละทาง แปลว่ามีไดเวอร์เจนซ์

คำว่า “เห็นชัด” สำคัญมาก การแกว่งเล็กๆ เป็นแค่สัญญาณรบกวน (noise) ไม่ใช่สวิงพอยต์จริง หลายครั้งที่อ่านไดเวอร์เจนซ์ผิดเริ่มจากเลือกจุดผิด

ไดเวอร์เจนซ์ 4 ประเภท

จุดที่พลาดกันบ่อยคือ 4 ประเภทนี้ให้ข้อสรุปคนละทาง โดย 2 ประเภทบอกโอกาสกลับตัว แต่อีก 2 ประเภทบอกโอกาสไปต่อ

ไดเวอร์เจนซ์แบบปกติ vs แบบซ่อน

ไดเวอร์เจนซ์แบบปกติ (Regular divergence) มักเกิดใกล้ปลายแนวโน้ม และชี้โอกาส กลับตัว (trend reversal) ส่วน ไดเวอร์เจนซ์แบบซ่อน (Hidden divergence) มักเกิดระหว่างการย่อตัว (pullback: การพักฐาน/ย่อในทิศทางสวนแนวโน้มหลักชั่วคราว) และชี้โอกาส ไปต่อ (trend continuation) ตามแนวโน้มเดิม

ใช้เครื่องมือเดียวกัน แต่ความหมายคนละทาง ถ้าอ่านสลับกันมีโอกาสเสียหายหนัก

ประเภทราคาทำอินดิเคเตอร์ทำสื่อว่า
Regular bullishทำโลว์ต่ำลง (Lower low)ทำโลว์สูงขึ้น (Higher low)มีโอกาสกลับขึ้น
Regular bearishทำไฮสูงขึ้น (Higher high)ทำไฮต่ำลง (Lower high)มีโอกาสกลับลง
Hidden bullishทำโลว์สูงขึ้น (Higher low)ทำโลว์ต่ำลง (Lower low)ขาขึ้นอาจไปต่อ
Hidden bearishทำไฮต่ำลง (Lower high)ทำไฮสูงขึ้น (Higher high)ขาลงอาจไปต่อ

จำง่าย: แบบปกติคือสัญญาณ “สวนแนวโน้ม” (counter-trend: สวนทิศทางหลัก) ส่วนแบบซ่อนคือสัญญาณ “ไปกับแนวโน้ม”

ไดเวอร์เจนซ์ฝั่งขาขึ้นและขาลง

Bullish divergence มักเกิดแถวจุดต่ำ ราคาไหลลงทำโลว์ใหม่ แต่ค่าอินดิเคเตอร์ไม่ลงตาม สื่อว่า แรงขาย (selling pressure) เริ่มลดลง

Bearish divergence มักเกิดแถวจุดสูง ราคาดันขึ้นทำไฮใหม่ แต่ค่าอินดิเคเตอร์ทำไฮต่ำลง สื่อว่า แรงซื้อ (buying pressure) เริ่มบางลง

ตัวอย่างเพื่ออธิบาย (ตัวเลขสมมติ)

ตัวอย่างสัญญาณขาลง (Bearish) แบบสมมติสวิง 1สวิง 2
ราคาจุดสูง1.24501.2510
ค่า RSI7264
ภาพรวมราคาขึ้น 60 pipsโมเมนตัมลง 8 จุด

ราคาไปต่อ แต่แรงส่งลดลง ช่องว่างนี้คือไดเวอร์เจนซ์

เลือกอินดิเคเตอร์สำหรับดูโมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์

ไม่มีเครื่องมือไหนดีที่สุดเสมอ การเลือกอินดิเคเตอร์มีผลต่อ “เห็นสัญญาณเร็วแค่ไหน” และ “สัญญาณรบกวนมากแค่ไหน”

RSI vs MACD สำหรับไดเวอร์เจนซ์

อินดิเคเตอร์ดูไดเวอร์เจนซ์ คือออสซิลเลเตอร์ที่คุณใช้เทียบกับราคา โดยที่นิยมที่สุดคือ RSI และ MACD

เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่ายRSIMACD
สเกลมีกรอบ 0–100ไม่มีกรอบตายตัว
ค่าตั้งที่ใช้บ่อย14 ช่วงเวลา (14 period)12, 26, 9
ความไวต่อราคาตอบสนองเร็วกว่าเรียบกว่า ช้ากว่า
อ่านจากจุดไหนดูจุดสวิงของอินดิเคเตอร์ดูยอด/ก้นของฮิสโตแกรม (histogram: แท่งที่แสดงความต่างของค่า MACD)
ข้อแลกเปลี่ยนที่พบบ่อยสัญญาณมาก แต่หลอกมากสัญญาณน้อย เข้าได้ช้ากว่า

ข้อสังเกตเวลาเลือกใช้:

  • RSI มักให้สัญญาณไดเวอร์เจนซ์เร็วกว่า ซึ่งหมายถึงทั้งโอกาสและความเสี่ยงจากสัญญาณหลอก
  • MACD มีการทำให้กราฟเรียบขึ้น จึงหลอกน้อยลง แต่สัญญาณมาช้ากว่า
  • บางคนเช็กทั้งคู่ และพิจารณาเมื่อสัญญาณตรงกัน
  • ใช้ตัวไหนก็ได้ แต่ควรตั้งค่าให้คงที่ เพื่อเทียบผลย้อนหลังได้

วิธีอ่านกราฟไดเวอร์เจนซ์

Momentum Divergence Explained: Types and Trading Signals

ที่มา: TradingView

กราฟไดเวอร์เจนซ์ที่ดีไม่ต้องใส่ของเยอะ: หน้าต่างบนเป็นราคา หน้าต่างล่างเป็นออสซิลเลเตอร์ 1 ตัว และทำเครื่องหมายสวิง 2 จุดทั้งบนราคาและอินดิเคเตอร์

ก่อนเรียกว่าเป็นสัญญาณ ควรเช็ก:

  • มีสวิง 2 จุดที่ชัด ไม่ใช่แกว่งเล็กๆ
  • ทำเครื่องหมาย “จุดเดียวกัน” บนราคาและอินดิเคเตอร์
  • ความต่างของแนวเอียงเห็นชัด ไม่ใช่ต่างนิดเดียว
  • สอดคล้องกับ แนวรับ/แนวต้าน (support/resistance) ซึ่งคือระดับราคาที่มักมีแรงซื้อหรือแรงขายหนาแน่น
  • สอดคล้องกับแนวโน้มของกรอบเวลาที่ใหญ่กว่า หรือมีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมถึงจะสวนแนวโน้ม

กรอบเวลาใหญ่ (เช่น 4 ชั่วโมง/รายวัน) มักให้สัญญาณชัดกว่า กรอบเวลาสั้นมากจะเจอไดเวอร์เจนซ์บ่อย และส่วนใหญ่ไม่ไปไหน

สัญญาณโมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์น่าเชื่อถือแค่ไหน?

โมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์ควรถูกใช้เป็น “ไฟเตือน” ไม่ใช่ “ปุ่มกดเข้าเทรด” มันบอกว่าแรงของแนวโน้มอาจเริ่มอ่อนลง แต่ไม่ได้บอกว่าแนวโน้มจบแล้ว และไม่ได้บอกเวลา

ทำไมไดเวอร์เจนซ์มักพลาดในเทรนด์แรง

จุดอ่อนของสัญญาณอยู่ในตัวมันเอง: ไดเวอร์เจนซ์แบบปกติเกิดขึ้นเพราะราคาทำ “ไฮใหม่/โลว์ใหม่” นั่นแปลว่ามันเกิดในแนวโน้มที่กำลังวิ่งอยู่ แล้วพยายามสวนแนวโน้ม

ถ้าเทรนด์แรง ราคาอาจไปต่อได้อีกไกล ขณะที่อินดิเคเตอร์เกิดไดเวอร์เจนซ์ซ้ำๆ ทำให้สัญญาณเด้งหลายครั้งแต่ราคาไม่กลับตัว

สาเหตุที่สัญญาณไดเวอร์เจนซ์มักไม่เวิร์ก:

  • แนวโน้มของกรอบเวลาที่ใหญ่กว่ายังแข็งแรงและกลบสัญญาณ
  • เลือกสวิงพอยต์ผิด เอา “สัญญาณรบกวน” มาเป็นจุดอ้างอิง
  • เข้าเทรดจากไดเวอร์เจนซ์อย่างเดียว ไม่มีสัญญาณยืนยัน
  • ใช้กรอบเวลาต่ำเกินไป จนไดเวอร์เจนซ์เกิดแทบตลอดเวลา
  • สับสนระหว่างแบบปกติและแบบซ่อน ทำให้เล่นผิดทาง

ไม่ได้แปลว่าเครื่องมือนี้ใช้ไม่ได้ แต่แปลว่า “ต้องมีการยืนยัน”

วางกลยุทธ์เทรดด้วยโมเมนตัมไดเวอร์เจนซ์

กลยุทธ์ไดเวอร์เจนซ์ที่ใช้งานได้จริงคือ “ชุดตัวกรอง” ไดเวอร์เจนซ์ช่วยให้คุณหันมามอง แต่สิ่งอื่นเป็นตัวตัดสินว่าจะลงมือหรือไม่

1) เช็กลิสต์ก่อนเข้าเทรด

ทำตามลำดับ และหยุดทันทีถ้าข้อใดไม่ผ่าน

  1. ดูทิศทางแนวโน้มของกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าก่อน
  2. หาไดเวอร์เจนซ์บนกรอบเวลาที่คุณใช้เทรด
  3. แยกให้ถูกว่าเป็นแบบปกติหรือแบบซ่อน
  4. เช็กว่าอยู่ใกล้ระดับราคาสำคัญหรือไม่
  5. รอสัญญาณยืนยันจาก พฤติกรรมราคา (price action) เช่น แท่งเทียนปฏิเสธราคา (rejection candle: แท่งเทียนที่มีไส้ยาวบอกว่าราคาถูกดันกลับ) หรือการหลุดโครงสร้างสวิง (break of swing structure: ราคาทะลุจุดสวิงสำคัญ)
  6. ค่อยกำหนดจุดเข้า จุดตัดขาดทุน และเป้าหมาย

ข้อ 5 คือจุดที่คนข้ามบ่อย หากไม่มี “ตัวกระตุ้นเข้า” ไดเวอร์เจนซ์อาจค้างอยู่นานก่อนราคาเปลี่ยนจริง

2) กำหนดขนาดสัญญาและวางจุดตัดขาดทุน

เริ่มจาก “ยอมขาดทุนได้เท่าไร” ไม่ใช่ “อยากได้กำไรเท่าไร”

ตัวอย่างสมมติ บัญชี $10,000:

  • ความเสี่ยงสูงสุดต่อครั้ง: 1% → $100
  • เข้าเทรด EUR/USD ที่ราคา: 1.0850
  • วางจุดตัดขาดทุนเลยสวิงโลว์ที่ทำให้เกิดไดเวอร์เจนซ์: 1.0820
  • ระยะห่างจุดตัดขาดทุน: 30 pips (pip: หน่วยการเปลี่ยนแปลงราคาย่อยของฟอเร็กซ์)
  • ความเสี่ยงต่อ 1 pip: $100 ÷ 30 = $3.33 ต่อ pip

การคำนวณนี้กำหนด “ขาดทุนสูงสุด” ก่อนกดส่งคำสั่ง และกันไม่ให้ขนาดสัญญาขึ้นอยู่กับความมั่นใจ

หลักการวางจุดตัดขาดทุน:

  • วางจุดตัดขาดทุนเลยสวิงพอยต์ที่ก่อให้เกิดไดเวอร์เจนซ์ ไม่ใช่แค่วางใต้แท่งเข้าเทรด
  • เผื่อระยะให้ความผันผวนปกติ โดยใช้ตัวช่วยอย่าง Average True Range (ATR) ซึ่งเป็นตัววัด “ช่วงการแกว่งเฉลี่ย” ของราคา
  • หลีกเลี่ยงการเปิดหลายดีลพร้อมกันในตลาดที่เคลื่อนไหวสัมพันธ์กัน (correlated markets: ตลาด/สินทรัพย์ที่มักขึ้นลงไปทางเดียวกัน)
  • กำหนดเพดานขาดทุนรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วทำตาม

ตัวอย่างเปรียบเทียบผลตอบแทนต่อความเสี่ยง จากความเสี่ยง $100 เท่ากัน

ผลลัพธ์ตัวอย่างเป้า 1:1เป้า 1:2
ความเสี่ยง$100$100
กำไรถ้าถึงเป้า$100$200
อัตราชนะขั้นต่ำเพื่อคุ้มทุน50%34%

นี่คือเหตุผลที่หลายคนตั้งกติกาว่าต้องได้อย่างน้อย 1:2 ก่อนรับดีลไดเวอร์เจนซ์

3) เคล็ดลับการตั้งค่า MT4 และ MT5

หน้าจอที่เป็นระเบียบช่วยให้ทำตามแผนได้ง่ายขึ้น

  • ทิป 1: ใช้ออสซิลเลเตอร์ 1 ตัวพอ ใส่หลายตัวมักให้สัญญาณขัดกัน
  • ทิป 2:เช็กกราฟรายวันก่อนค่อยเทรดไดเวอร์เจนซ์บน H1 หรือ H4
  • ทิป 3:ใช้เครื่องมือเส้นแนวนอนมาร์กสวิงพอยต์ ลดการเดาด้วยสายตา
  • ทิป 4:ตั้งแจ้งเตือนราคา (price alert) ที่ระดับยืนยัน แทนการเฝ้าหน้าจอ
  • ทิป 5:บันทึกทุกดีลไดเวอร์เจนซ์ ระบุประเภทและกรอบเวลา แล้วค่อยทบทวนเมื่อครบ 30 ดีล

VT Markets ให้บริการแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 คุณสามารถใช้บัญชีเดโม่เพื่อฝึกและทดสอบกลยุทธ์ไดเวอร์เจนซ์ด้วยเงินเสมือน ก่อนใช้เงินจริง

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q1: เทรดไดเวอร์เจนซ์อย่างเดียวได้ไหม?

ไม่แนะนำ ไดเวอร์เจนซ์บอกว่าแรงส่งเริ่มอ่อน แต่ราคาอาจไปต่อทิศเดิมได้นาน หลายคนจึงต้องการสัญญาณยืนยันจากพฤติกรรมราคา และดูบริบทแนวโน้มก่อนเข้าเทรด

Q2: กรอบเวลาไหนเหมาะกับไดเวอร์เจนซ์?

กรอบเวลาใหญ่ เช่น รายวันและ 4 ชั่วโมง มักให้สัญญาณชัดกว่า กรอบเวลาสั้นมากจะเจอบ่อยและส่วนใหญ่เป็นสัญญาณรบกวน

Q3: แบบปกติกับแบบซ่อนต่างกันอย่างไร?

แบบปกติมักเกิดใกล้ปลายแนวโน้มและชี้โอกาสกลับตัว แบบซ่อนมักเกิดตอนย่อตัวและชี้โอกาสไปต่อ ความหมายสวนทางกัน จึงต้องแยกให้ถูก

Q4: ใช้ RSI หรือ MACD หาไดเวอร์เจนซ์ดีกว่า?

ไม่มีตัวไหนดีกว่าเสมอ RSI ไวกว่าจึงเจอสัญญาณมากและหลอกมากกว่า MACD เรียบกว่าแต่ช้ากว่า บางคนใช้ทั้งคู่และพิจารณาเมื่อสัญญาณตรงกัน

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code