ประเด็นสำคัญ:
- คู่เงินฟอเร็กซ์ที่มีความสัมพันธ์ (correlated forex pairs) คือคู่เงินที่มักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน หรือสวนทางกัน
- ความสัมพันธ์วัดเป็นคะแนนตั้งแต่ +1 ถึง -1 ด้วย “ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์” (correlation coefficient: ตัวเลขที่บอกว่าราคาเคลื่อนไหวไปด้วยกันมากแค่ไหนในอดีต)
- เข้าใจความสัมพันธ์ช่วยลดการรับความเสี่ยงซ้ำซ้อน กระจายความเสี่ยงอย่างมีเหตุผล และทำเฮดจ์ (hedge: การวางสถานะอีกฝั่งเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต)
- ความสัมพันธ์ไม่คงที่ เปลี่ยนไปตามดอกเบี้ย ทิศทางความเสี่ยงของตลาด (risk sentiment: อารมณ์ตลาดว่ารับความเสี่ยงหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง) และเหตุการณ์โลก
- CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง: เครื่องมือที่เก็งกำไรจากการขึ้น/ลงของราคาโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง) ช่วยให้เทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลงจากบัญชีเดียวบน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5
เทรดเดอร์ฟอเร็กซ์ส่วนใหญ่จะสังเกตได้ว่า ค่าเงินหลายสกุลมักเคลื่อนไหวสัมพันธ์กัน เพราะเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน ใช้สกุลเงินเดียวกัน หรือถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยตลาดคล้ายกัน การเทรดโดยเข้าใจ “คู่เงินที่สัมพันธ์กัน” เป็นทักษะสำคัญสำหรับผู้เทรด CFD
เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคู่เงิน คุณจะลดความผิดพลาดที่พบบ่อย คือเผลอรับความเสี่ยงเดิมซ้ำสอง และยังช่วยวางแผนกระจายความเสี่ยงและทำเฮดจ์ได้ดีขึ้น
คู่มือนี้อธิบายความหมายของความสัมพันธ์ คู่เงินที่มักเคลื่อนไหวไปด้วยกัน เหตุผลที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ และวิธีนำไปใช้ในการเทรดบน MetaTrader 4 หรือ MetaTrader 5
คู่เงินฟอเร็กซ์ที่มีความสัมพันธ์คืออะไร?

“คู่เงินที่มีความสัมพันธ์” คือกรณีที่คู่เงินตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไปมีการเคลื่อนไหวของราคาที่เชื่อมโยงกัน เมื่อคู่หนึ่งขยับ อีกคู่มักขยับตามในทิศทางที่พอคาดเดาได้ ความสัมพันธ์อาจแรง ปานกลาง หรือแทบไม่มี
ความสัมพันธ์ในฟอเร็กซ์หมายถึงอะไร?
ความสัมพันธ์ของค่าเงินในฟอเร็กซ์คือการวัดว่า “สองคู่เงินเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันมากแค่ไหน” เมื่อเทียบกันในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้บอกเหตุผลว่าเกิดจากอะไร เป็นเพียงสถิติจากข้อมูลในอดีต จึงใช้เป็นแนวทาง ไม่ใช่คำยืนยัน
ความสัมพันธ์เชิงบวกคืออะไร?
ความสัมพันธ์เชิงบวก (positive correlation) หมายถึงสองคู่เงินมักเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกัน เมื่อคู่หนึ่งขึ้น อีกคู่มักขึ้นตาม
ตัวอย่างแบบง่าย:
- EUR/USD ปรับขึ้น 50 pips (pip: หน่วยการเปลี่ยนแปลงราคาขั้นต่ำที่ใช้กันในฟอเร็กซ์) ในช่วงเช้า
- GBP/USD ซึ่งมักมีความสัมพันธ์เชิงบวก ปรับขึ้นราว 40 pips ในช่วงเวลาเดียวกัน
- เทรดเดอร์ถือสถานะซื้อ (long: คาดว่าราคาจะขึ้น) ทั้งสองคู่จะได้กำไรทั้งคู่ แต่ก็ผูกความเสี่ยงกับแรงขับเคลื่อนเดียวกัน
หากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแทน ทั้งสองสถานะมีโอกาสขาดทุนพร้อมกัน นี่คือข้อดีและข้อเสียของความสัมพันธ์เชิงบวก
ความสัมพันธ์เชิงลบหรือความสัมพันธ์สวนทางคืออะไร?
ความสัมพันธ์เชิงลบ (negative correlation) หรือ ความสัมพันธ์สวนทาง (inverse correlation) หมายถึงสองคู่เงินมักเคลื่อนไหวคนละทิศทาง เมื่อคู่หนึ่งขึ้น อีกคู่มักลง
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย:
- EUR/USD ปรับขึ้น 60 pips เมื่อยูโรแข็งค่าต่อดอลลาร์
- USD/CHF ปรับลงราว 55 pips ในช่วงเวลาเดียวกัน
- เทรดเดอร์ถือสถานะซื้อ EUR/USD และสถานะขาย (short: คาดว่าราคาจะลง) USD/CHF อาจได้ประโยชน์ทั้งสองฝั่ง
พฤติกรรมแบบ “ภาพสะท้อน” นี้เป็นฐานของหลายกลยุทธ์การเฮดจ์ (hedging: ลดความเสี่ยงด้วยการถือสถานะอีกด้าน) ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
ความสัมพันธ์ของฟอเร็กซ์วัดอย่างไร?
ความสัมพันธ์วัดด้วย “ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์” (correlation coefficient) เป็นตัวเลขระหว่าง +1 ถึง -1 สรุปว่าคู่เงินสองคู่เคลื่อนไหวไปด้วยกันมากแค่ไหนในช่วงเวลาที่เลือก
| ช่วงค่าสัมประสิทธิ์ | ความหมาย |
| +0.8 ถึง +1.0 | สัมพันธ์เชิงบวกสูง (เคลื่อนไหวไปด้วยกันมาก) |
| +0.5 ถึง +0.8 | สัมพันธ์เชิงบวกปานกลาง |
| -0.5 ถึง +0.5 | สัมพันธ์อ่อน หรือไม่ค่อยมีความสัมพันธ์ที่ใช้งานได้ |
| -0.8 ถึง -0.5 | สัมพันธ์เชิงลบปานกลาง |
| -1.0 ถึง -0.8 | สัมพันธ์เชิงลบสูง (เคลื่อนไหวสวนทางกันมาก) |
ค่า +1 หมายถึงเคลื่อนไหวไปด้วยกันเกือบสมบูรณ์ ค่า -1 หมายถึงสวนทางกันเกือบสมบูรณ์ ค่าใกล้ 0 หมายถึงแทบไม่มีความสัมพันธ์ที่นำไปใช้ได้ โดยทั่วไปเทรดเดอร์มักให้ความสำคัญกับค่ามากกว่า +0.7 หรือน้อยกว่า -0.7
คู่เงินฟอเร็กซ์ใดมีความสัมพันธ์มากที่สุด?
เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว มาดูคู่เงินจริง ความสัมพันธ์เหล่านี้เป็นแนวโน้มที่พบได้บ่อย แต่เปลี่ยนได้ตามสภาวะตลาด
คู่เงินใดมักสัมพันธ์เชิงบวก?
คู่เงินเหล่านี้มักขึ้นลงไปด้วยกัน เพราะมีสกุลเงินร่วมกันหรือถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยคล้ายกัน
| คู่ที่ 1 | คู่ที่ 2 | ความสัมพันธ์ที่พบบ่อย |
| EUR/USD | GBP/USD | มักเคลื่อนไหวไปด้วยกัน (ทั้งคู่เทียบกับ USD) |
| AUD/USD | NZD/USD | มักเคลื่อนไหวไปด้วยกัน (เชื่อมโยงด้านการค้า/ภูมิภาค และสินค้าโภคภัณฑ์) |
| EUR/USD | AUD/USD | มักไปทางเดียวกันในวันที่ตลาดรับความเสี่ยง (risk-on) |
| USD/CHF | USD/JPY | มักขึ้นเมื่อ USD แข็งค่าในวงกว้าง |
หากเปิดสถานะซื้อหลายคู่พร้อมกันในกลุ่มนี้ อาจกลายเป็นการถือความเสี่ยงก้อนเดียว แต่กระจายเป็นหลายออเดอร์
คู่เงินใดมักสัมพันธ์เชิงลบ?
ตัวอย่างคู่เงินหลักที่มักสวนทางกัน:
| คู่ที่ 1 | คู่ที่ 2 | ความสัมพันธ์ที่พบบ่อย |
| EUR/USD | USD/CHF | มักเคลื่อนไหวสวนทางกัน |
| GBP/USD | USD/JPY | มักสวนทางกัน |
| AUD/USD | USD/CAD | มักสวนทางกันในหลายช่วงเวลา |
คู่ที่มี USD อยู่คนละฝั่ง (ฝั่งซ้าย/ฝั่งขวา) มักแสดงพฤติกรรมสวนทาง และเป็นรูปแบบที่พบค่อนข้างบ่อยในคู่เงินหลัก
EUR/USD และ GBP/USD มีความสัมพันธ์กันหรือไม่?
มี โดยทั่วไป EUR/USD และ GBP/USD มักสัมพันธ์เชิงบวกค่อนข้างสูง เพราะทั้งคู่เสนอราคาเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นเมื่อ USD อ่อนค่า ยูโรและปอนด์มักแข็งค่าพร้อมกันเมื่อเทียบกับ USD
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ไม่สมบูรณ์ เพราะยูโรและปอนด์ยังได้รับผลจากธนาคารกลางของตัวเอง เช่น ECB (ธนาคารกลางยุโรป) และ BoE (ธนาคารกลางอังกฤษ) หากนโยบายต่างกันมาก ความสัมพันธ์อาจอ่อนลง แต่ส่วนใหญ่ยังมักเคลื่อนไหวไปทิศทางเดียวกัน
ทำไม EUR/USD และ USD/CHF จึงมักสวนทางกัน?
EUR/USD และ USD/CHF มักสวนทางกันด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง เพราะตำแหน่งของ USD ในแต่ละคู่ต่างกัน:
- ใน EUR/USD ดอลลาร์สหรัฐเป็น “สกุลเงินอ้างอิงด้านราคา” (quote currency: สกุลเงินตัวหลังที่ใช้บอกราคา)
- ใน USD/CHF ดอลลาร์สหรัฐเป็น “สกุลเงินฐาน” (base currency: สกุลเงินตัวหน้า)
ดังนั้นเมื่อ USD แข็งค่า EUR/USD มักปรับลง ขณะที่ USD/CHF มักปรับขึ้น อีกทั้งฟรังก์สวิสและยูโรมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ทำให้ความสัมพันธ์สวนทางเห็นได้ชัดขึ้น
ทำไมคู่เงินจึงเคลื่อนไหวไปด้วยกัน?
ความสัมพันธ์มักเกิดจากแรงขับเคลื่อนหลักไม่กี่ปัจจัย การรู้ที่มาช่วยประเมินได้ว่าเมื่อไรความสัมพันธ์ยังใช้ได้ และเมื่อไรอาจเริ่มเปลี่ยนไป
สกุลเงินร่วมกันทำให้เกิดความสัมพันธ์อย่างไร
สาเหตุที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการมีสกุลเงินร่วมกัน หากสองคู่มี USD เหมือนกัน ทั้งคู่มักตอบสนองต่อข่าว USD ใกล้เคียงกัน
- มี “สกุลเงินอ้างอิงด้านราคา” ร่วมกัน (เช่น EUR/USD กับ GBP/USD) มักทำให้สัมพันธ์เชิงบวก
- USD อยู่คนละฝั่ง (เช่น EUR/USD กับ USD/CHF) มักทำให้สัมพันธ์เชิงลบ
จึงพบคู่เงินที่สัมพันธ์กันจำนวนมากมี USD เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ทำไมดอลลาร์สหรัฐจึงเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ของคู่เงินหลัก
ดอลลาร์สหรัฐเป็นศูนย์กลางของตลาดฟอเร็กซ์
ตามรายงานสำรวจตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของ BIS ปี 2025 (Bank for International Settlements: ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ) ระบุว่า USD อยู่อย่างน้อยหนึ่งฝั่งใน 89.2% ของธุรกรรมทั้งหมด (เพิ่มจาก 88.4% ในปี 2022) มูลค่าซื้อขายฟอเร็กซ์นอกตลาด (OTC: ซื้อขายนอกตลาดรวมศูนย์) ทั่วโลกต่อวันเพิ่มเป็น 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2025 เพิ่มขึ้น 28% จาก 7.5 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อสามปีก่อน
เมื่อ USD อยู่ในคู่เงินหลักแทบทั้งหมด ข่าวที่กระทบ USD จึงทำให้หลายคู่เคลื่อนไหวพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น ตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งอาจดัน USD/JPY และ USD/CHF ขึ้น ขณะที่กด EUR/USD และ GBP/USD ลง เหตุการณ์เดียวจึงเชื่อมการเคลื่อนไหวของหลายคู่เข้าด้วยกัน
ทำไมสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์จึงมักสัมพันธ์กัน (AUD, NZD, CAD และน้ำมัน)

ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) และดอลลาร์แคนาดา (CAD) มักถูกเรียกว่า สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity currencies: ค่าเงินที่ผูกกับเศรษฐกิจส่งออกวัตถุดิบ) เพราะเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออก เช่น โลหะ เกษตร และพลังงาน
- AUD และ NZD มักเคลื่อนไหวไปด้วยกัน เพราะออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นคู่ค้าสำคัญและอยู่ใกล้กัน
- CAD มักเชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน เพราะพลังงานเป็นสินค้าส่งออกหลักของแคนาดา
- เมื่อราคาน้ำมันขึ้น CAD มักแข็งค่า ส่งผลให้ USD/CAD อาจปรับลง
ดังนั้น “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์” จึงเป็นแรงขับเคลื่อนร่วมที่ทำให้คู่เงินกลุ่มนี้เชื่อมโยงกัน
ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยงและเงินไหลเข้าที่พักเงินปลอดภัยทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนอย่างไร
ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง (risk sentiment) คืออารมณ์รวมของตลาด วันที่ตลาด “รับความเสี่ยง” (risk-on) นักลงทุนมักซื้อสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงหรือเกี่ยวกับการเติบโต ส่วนวันที่ “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” (risk-off) มักไหลไปสกุลเงินปลอดภัย (safe-haven: สินทรัพย์/สกุลเงินที่คนถือในช่วงผันผวน) เช่น USD ฟรังก์สวิส และเยนญี่ปุ่น
- Risk-on: AUD, NZD และสกุลเงินที่อิงการเติบโตมักปรับขึ้นพร้อมกัน
- Risk-off: เยนและฟรังก์มักแข็งค่า ขณะที่สกุลเงินเสี่ยงมักอ่อนค่า
กระแสเงินลักษณะนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์บางคู่แน่นขึ้น หรือบางคู่กลับทิศในช่วงสั้น ๆ โดยเฉพาะช่วงตลาดตื่นตระหนก
วิธีใช้คู่เงินที่สัมพันธ์กันในการเทรด
รู้หลักการยังไม่พอ จุดได้เปรียบอยู่ที่การนำไปใช้ CFD ช่วยให้เปิดสถานะซื้อหรือขายได้ในคู่เงินเดียวกันจากแพลตฟอร์มเดียว เช่น VT Markets ทำให้เทรดตามความสัมพันธ์ได้ทั้งสองด้าน ต่อไปนี้คือ 4 วิธีใช้งานจริง
1) หลีกเลี่ยงการรับความเสี่ยงซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือ “รับความเสี่ยงเกิน” (overexposure: ถือสถานะหลายรายการที่จริง ๆ คือความเสี่ยงเดียวกัน) ตัวอย่าง:
- คุณเปิดสถานะซื้อ EUR/USD, GBP/USD และ AUD/USD อย่างละ 1 สแตนดาร์ดล็อต (standard lot: ขนาดสัญญามาตรฐานในฟอเร็กซ์ มักอิง 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน)
- ทั้ง 3 คู่มักสัมพันธ์เชิงบวก และได้/เสียจากการอ่อนค่าของ USD
- ถ้า USD แข็งค่าขึ้นกะทันหัน ทั้ง 3 สถานะอาจขาดทุนพร้อมกัน
- คุณคิดว่ามี 3 ดีล แต่จริง ๆ คือดีลเดียวขยายขนาด 3 เท่า
แนวทางคือเช็กความสัมพันธ์ก่อนเพิ่มสถานะ และปรับขนาดการลงทุน (position sizing: การกำหนดขนาดสัญญาให้เหมาะกับความเสี่ยง) เพื่อคุมความเสี่ยงรวม
2) ใช้ความสัมพันธ์เพื่อกระจายความเสี่ยง
ความสัมพันธ์ช่วยเรื่องการกระจายความเสี่ยง (diversification: กระจายไปสินทรัพย์/คู่เงินที่ไม่เคลื่อนไหวเหมือนกัน) เป้าหมายคือไม่ให้ทุกสถานะขยับทิศเดียวกัน
- ผสมคู่เงินที่มีความสัมพันธ์ต่ำหรือผสมกัน
- หลีกเลี่ยงการถือคู่ที่ขึ้นลงไปพร้อมกันทั้งพอร์ต
- ถ่วงดุลคู่ที่อิง USD ด้วย “ครอสคู่เงิน” (cross pair: คู่เงินที่ไม่มี USD เช่น EUR/GBP)
การกระจายความเสี่ยงช่วยให้เส้นผลตอบแทนของพอร์ต (equity curve: กราฟมูลค่าพอร์ตตามเวลา) เรียบขึ้น ไม่ได้ตัดความเสี่ยงทิ้ง แต่ลดโอกาสที่ทุกสถานะจะเสียพร้อมกัน
3) ทำเฮดจ์ด้วยคู่เงินที่สัมพันธ์เชิงลบ
การเฮดจ์คือการใช้ความสัมพันธ์เชิงลบโดยตั้งใจ ถือสองสถานะที่มักสวนทางกันเพื่อให้ช่วยกันลดความผันผวน ตัวอย่าง:
- คุณถือสถานะซื้อ EUR/USD แต่กังวลข่าวเศรษฐกิจสหรัฐ
- คุณเปิดสถานะซื้อ USD/CHF ขนาดเล็กกว่า ซึ่งมักสวนทางกับ EUR/USD
- ถ้า EUR/USD ลงจากข่าว USD แข็งค่า USD/CHF อาจขึ้นและช่วยชดเชยขาดทุนบางส่วน
CFD ทำให้ทำได้ง่าย เพราะเปิด long/short ได้จากบัญชีเดียว โดยไม่ต้องถือสกุลเงินจริง
4) อ่านตารางความสัมพันธ์ (Correlation Matrix) อย่างไร
ตารางความสัมพันธ์ของฟอเร็กซ์ (forex correlation matrix: ตารางที่แสดงค่าสหสัมพันธ์ของหลายคู่พร้อมกัน) เป็นตารางที่บอกค่าสัมประสิทธิ์ระหว่างคู่เงินหลายคู่ ตัวเลขบวกแปลว่าไปด้วยกัน ตัวเลขลบแปลว่าสวนทาง ตัวอย่างแบบย่อ:
| EUR/USD | GBP/USD | USD/CHF | USD/JPY | |
| EUR/USD | +1.00 | +0.85 | -0.90 | -0.30 |
| GBP/USD | +0.85 | +1.00 | -0.75 | -0.25 |
| USD/CHF | -0.90 | -0.75 | +1.00 | +0.40 |
| USD/JPY | -0.30 | -0.25 | +0.40 | +1.00 |
วิธีอ่านคือเลือก 2 คู่ แล้วดูค่าที่จุดตัดของแถวกับคอลัมน์ เครื่องมือคำนวณความสัมพันธ์หรือเครื่องมือแบบเรียลไทม์ช่วยอัปเดตค่าได้ แต่อย่าลืมดูกรอบเวลา (time frame: ช่วงเวลาที่ใช้คำนวณ เช่น 1 ชั่วโมง/รายเดือน) เพราะผลอาจต่างกันมาก
ความเสี่ยงและข้อจำกัดของคู่เงินที่มีความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่มีข้อจำกัด หากยึดเป็นกฎตายตัวอาจขาดทุนได้ ควรระวัง 3 ประเด็น
1) ความสัมพันธ์ของฟอเร็กซ์เปลี่ยนไปตามเวลาหรือไม่?
เปลี่ยน และสำคัญมาก ความสัมพันธ์ไม่ได้ถาวร เปลี่ยนตามดอกเบี้ย นโยบายธนาคารกลาง และเหตุการณ์โลก
- คู่ที่เดือนนี้อ่านได้ +0.9 เดือนหน้าอาจเหลือเพียง +0.4
- เหตุการณ์ใหญ่ เช่น ความผันผวนจากมาตรการภาษีในปี 2025 ที่ทำให้มูลค่าซื้อขายต่อวันเพิ่มขึ้นเป็น 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ อาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ได้รวดเร็ว
ควรใช้ข้อมูลล่าสุดเสมอ เพราะค่าความสัมพันธ์เก่าอาจทำให้วางกลยุทธ์ผิด
2) ทำไม “สัมพันธ์กัน” ไม่ได้แปลว่า “เป็นเหตุเป็นผลกัน”
ความสัมพันธ์บอกว่าเคลื่อนไหวไปด้วยกัน แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าคู่หนึ่งทำให้อีกคู่ขยับ คู่เงินอาจขึ้นลงพร้อมกันเพราะมีปัจจัยร่วม เช่น USD
- อย่าคิดว่าคู่หนึ่ง “คุม” อีกคู่
- อย่าสร้างกลยุทธ์จากรูปแบบสถิติที่ไม่มีเหตุผลรองรับ
ความสัมพันธ์ที่อธิบายได้ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจ มักน่าเชื่อถือกว่าความบังเอิญทางสถิติ
3) ความสัมพันธ์อาจเพิ่มความเสี่ยงได้
หากใช้ไม่ระวัง ความสัมพันธ์จะขยายความเสี่ยงแทนที่จะลด
- เปิดสถานะซื้อหลายคู่ที่สัมพันธ์เชิงบวก อาจขาดทุนหนักเมื่อทิศทางตลาดกลับ
- เฮดจ์ผิดขนาด อาจทำให้เสียทั้งสองฝั่ง
- ถ้าความสัมพันธ์ “หลุด” ในช่วงวิกฤต แผนที่ยึดความสัมพันธ์อาจพัง
อีกมุมที่ควรถามคือ คู่เงินใด “ไม่ค่อยสัมพันธ์กัน” คู่เงินจากเศรษฐกิจที่ต่างกันมากและไม่มีสกุลเงินร่วม เช่น บางคู่เงินนอกกระแส (exotic crosses: คู่เงินที่เกี่ยวกับประเทศตลาดเกิดใหม่/สภาพคล่องต่ำ) มักมีความสัมพันธ์ต่ำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: คู่เงินฟอเร็กซ์ที่มีความสัมพันธ์คืออะไร?
คือคู่เงินที่ราคามักเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกันหรือสวนทางกัน คู่ที่ไปทางเดียวกันเรียกความสัมพันธ์เชิงบวก คู่ที่สวนทางเรียกความสัมพันธ์เชิงลบ โดยมากเกิดจากมีสกุลเงินร่วมกันหรือมีปัจจัยตลาดร่วมกัน
Q2: คู่เงินใดมักเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกัน?
EUR/USD กับ GBP/USD มักไปทางเดียวกัน เช่นเดียวกับ AUD/USD กับ NZD/USD เพราะมีสกุลเงินร่วมกันหรือถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเศรษฐกิจคล้ายกัน จึงมักมีความสัมพันธ์เชิงบวก
Q3: คู่เงินใดมักเคลื่อนไหวสวนทางกัน?
EUR/USD กับ USD/CHF มักสวนทางกัน และ AUD/USD กับ USD/CAD ก็สวนทางกันได้ในหลายช่วงเวลา รูปแบบนี้มักเกิดเมื่อ USD อยู่คนละฝั่งของสองคู่เงิน
Q4: วัดความสัมพันธ์ของฟอเร็กซ์อย่างไร?
วัดด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (correlation coefficient) ระหว่าง +1 ถึง -1 ค่าใกล้ +1 คือไปด้วยกัน ค่าใกล้ -1 คือสวนทางกัน คำนวณได้ในสเปรดชีต หรือดูจากตารางความสัมพันธ์แบบเรียลไทม์
Q5: คู่เงินที่สัมพันธ์กันช่วยลดความเสี่ยงได้หรือไม่?
ช่วยได้ถ้าใช้ให้ถูก การจับคู่ที่สัมพันธ์เชิงลบช่วยเฮดจ์ และการผสมคู่ที่ความสัมพันธ์ต่ำช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าเปิดหลายคู่ที่ขยับทิศเดียวกัน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นการกำหนดขนาดสัญญายังสำคัญ