This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

หุ้นบุริมสิทธิ์ vs. หุ้นสามัญ: แบบไหนทำเงินได้มากกว่ากันจริง?

by VT Markets
/
Aug 19, 2026

ประเด็นสำคัญ

  • หุ้นสามัญให้สิทธิออกเสียงและมีโอกาสเติบโตของราคาในระยะยาวมากกว่า แต่ราคาผันผวนสูงกว่า
  • หุ้นบุริมสิทธิให้เงินปันผล “คงที่” และได้สิทธิรับก่อน ช่วยลดความเสี่ยงขาลง เหมาะในช่วงตลาดผันผวน
  • ต้นปี 2026 การออกหุ้นบุริมสิทธิทั่วโลกอยู่ราว 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากความต้องการของนักลงทุนที่เน้นรายได้
  • หุ้นสามัญคิดเป็นราว 85–90% ของมูลค่าตลาดหุ้นรวมทั่วโลก (มูลค่าตลาด = ราคาหุ้นคูณจำนวนหุ้นทั้งหมด)
  • การเลือกขึ้นอยู่กับระยะเวลาลงทุน ความเสี่ยงที่รับได้ และเป้าหมาย “รายได้” เทียบกับ “การเติบโต”
  • ทั้งสองประเภทสามารถเทรดแบบ CFD ได้ ซึ่งเป็นสัญญาที่อิงราคาหุ้นโดยไม่ต้องถือหุ้นจริง (CFD = สัญญาซื้อขายส่วนต่างราคา)

นักลงทุนแทบทุกคนต้องเจอทางแยก: หุ้นบุริมสิทธิ vs หุ้นสามัญ ฟังดูเหมือนเลือกง่าย แต่ถ้าเลือกผิด คุณอาจพลาดผลตอบแทน หรือรับความเสี่ยงเกินจำเป็น

หุ้นทั้งสอง “ไม่ใช่ของแทนกันได้” เพราะถูกออกแบบคนละเป้าหมาย ดึงดูดนักลงทุนคนละกลุ่ม และให้ผลต่างกันตามภาวะตลาด การเข้าใจความต่างนี้เป็นพื้นฐานของ กลยุทธ์การลงทุน ไม่ว่าคุณจะสร้างพอร์ตระยะยาว ต้องการรายได้สม่ำเสมอ หรือเพิ่งเริ่มลงทุน

คู่มือนี้สรุปให้ครบ: หุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญคืออะไร ต่างกันอย่างไร แบบไหนให้ผลตอบแทนดีกว่าในอดีต และแบบไหนอาจเหมาะกับคุณในปี 2026


หุ้นสามัญคืออะไร?

หุ้นสามัญ (ในสหราชอาณาจักรและบางประเทศเครือจักรภพเรียก “หุ้นปกติ”) คือรูปแบบ “ความเป็นเจ้าของบริษัท” ที่พบมากที่สุด เมื่อบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นที่ซื้อขายกันส่วนใหญ่คือหุ้นสามัญ

ผู้ถือหุ้นสามัญเป็นเจ้าของร่วมของบริษัท ผลกำไรและความเสี่ยงจะขึ้นลงตามผลประกอบการ บริษัทในแคนาดา สหรัฐฯ และทั่วโลก ตลาดหุ้นโดยรวมอิงหุ้นสามัญเป็นหลัก

ลักษณะสำคัญของหุ้นสามัญ

  • สิทธิออกเสียง: ผู้ถือหุ้นโหวตเรื่องสำคัญ เช่น เลือกกรรมการ อนุมัติควบรวมกิจการ (M&A = การควบรวม/ซื้อกิจการ) หรือปรับโครงสร้างบริษัท
  • เงินปันผลไม่คงที่: จ่ายหรือไม่จ่ายขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริษัท ไม่รับประกัน และอาจลด/งดได้
  • โอกาสกำไรจากราคา: หากธุรกิจเติบโต ราคาหุ้นมีโอกาสขึ้นมากในระยะยาว เป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งหลักของนักลงทุนจำนวนมาก
  • ได้สิทธิหลังสุดเมื่อเลิกกิจการ: หากล้มละลาย ผู้ถือหุ้นสามัญจะได้รับชำระคืนหลัง “เจ้าหนี้” และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ
  • ความผันผวนสูง: ราคาแกว่งตามความเชื่อมั่นตลาด ข่าวผลประกอบการ และปัจจัยเศรษฐกิจ

ตัวอย่างที่เห็นภาพ: ลงทุน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐในหุ้นสามัญ Apple เดือนมกราคม 2015 มูลค่าเพิ่มเป็นราว 102,000 ดอลลาร์สหรัฐในต้นปี 2026 (+กว่า 900%) ยังไม่รวมเงินปันผล นี่คือพฤติกรรมที่พบได้ในหุ้นสามัญที่เติบโตสูง


หุ้นบุริมสิทธิคืออะไร?

หุ้นบุริมสิทธิ (บางครั้งเรียก preference shares) เป็น “กึ่งกลาง” ระหว่างหุ้นสามัญกับตราสารหนี้ (ตราสารหนี้ = การให้บริษัทกู้เงิน เช่น พันธบัตร) แม้จัดเป็นหุ้น แต่พฤติกรรมคล้ายตราสารหนี้หลายด้าน เพราะมักให้เงินปันผลตามเงื่อนไขชัดเจน และมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินก่อนหุ้นสามัญเมื่อเลิกกิจการ

หุ้นบุริมสิทธิพบมากในกลุ่มการเงิน สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเน้นความมั่นคงของเงินทุนและรายได้สม่ำเสมอ

ลักษณะสำคัญของหุ้นบุริมสิทธิ

  • เงินปันผลคงที่: ได้เงินปันผลตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า มักอ้างอิงเป็นเปอร์เซ็นต์ของ “มูลค่าที่ตราไว้” (par value = มูลค่าตามหน้าเอกสาร) และจ่ายก่อนหุ้นสามัญ
  • ได้สิทธิก่อนเมื่อเลิกกิจการ: หากบริษัทปิดกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิได้ชำระคืนก่อนหุ้นสามัญ แต่ยังอยู่หลังเจ้าหนี้และผู้ถือพันธบัตร
  • สิทธิออกเสียงจำกัดหรือไม่มี: โดยมากไม่มีสิทธิออกเสียง ทำให้มีอิทธิพลต่อการบริหารน้อย
  • โอกาสกำไรจากราคาไม่มาก: เน้นรายได้มากกว่าการเติบโต ราคามักไม่พุ่งแรงเหมือนหุ้นสามัญ
  • มีหลายแบบ: เช่น สะสมสิทธิ แปลงเป็นหุ้นสามัญได้ ไถ่ถอนได้ รับส่วนเพิ่มได้ และแบบไม่มีวันครบกำหนด (perpetual = ไม่มีวันไถ่คืนตามกำหนด)

หุ้นบุริมสิทธิ vs หุ้นสามัญ: เทียบกันแบบชัด ๆ

ตารางนี้สรุปความต่างหลัก เพื่อช่วยประเมินว่าแบบไหนเหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณ

ประเด็นหุ้นสามัญหุ้นบุริมสิทธิ
สิทธิออกเสียงมี โหวตเรื่องใหญ่ได้ส่วนใหญ่ไม่มี
เงินปันผลไม่คงที่ ขึ้นกับบอร์ดคงที่ และจ่ายก่อนหุ้นสามัญ
ลำดับการรับปันผลได้หลังสุดได้ก่อนหุ้นสามัญ
โอกาสเติบโตของราคาสูงในระยะยาวจำกัด เน้นรายได้
ความผันผวนสูงต่ำกว่า ราคาเสถียรกว่า
สิทธิเมื่อเลิกกิจการท้ายแถวมากกว่าหุ้นสามัญ
การแปลงสภาพแปลงไม่ได้บางรุ่นแปลงเป็นหุ้นสามัญได้
เหมาะกับใครเน้นเติบโต ลงทุนยาวเน้นรายได้ รับความเสี่ยงได้น้อย

ประเภทของหุ้นบุริมสิทธิ: แต่ละแบบไม่เหมือนกัน

หุ้นบุริมสิทธิมีหลายโครงสร้าง ความเสี่ยงและผลตอบแทนต่างกัน

1. หุ้นบุริมสิทธิแบบสะสมสิทธิ (Cumulative)

ถ้าบริษัทไม่จ่ายเงินปันผล งวดที่ค้างจะ “สะสม” และต้องจ่ายให้ครบก่อนที่หุ้นสามัญจะได้อะไร เหมาะกับคนที่ต้องการรายได้มั่นคง เพราะเงินที่ค้างไม่หายไป

2. หุ้นบุริมสิทธิแบบไม่สะสมสิทธิ (Non-Cumulative)

ถ้าขาดจ่าย งวดนั้นถือว่าสูญไปถาวร ความมั่นคงต่ำกว่าแบบสะสมสิทธิ แต่บางครั้งให้ผลตอบแทนตามหน้าตั๋วสูงกว่าเพื่อชดเชย

3. หุ้นบุริมสิทธิแบบแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ (Convertible)

ผู้ถือสามารถแปลงเป็นหุ้นสามัญตาม “อัตราแปลง” ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (conversion ratio = จำนวนหุ้นสามัญที่ได้ต่อหุ้นบุริมสิทธิ 1 หุ้น) พบมากในการระดมทุนของธุรกิจเกิดใหม่และการลงทุนแบบเวนเจอร์แคปิทัล (venture capital = เงินลงทุนในธุรกิจระยะเริ่มต้น) เพื่อให้ได้ทั้งรายได้และโอกาสโตในอนาคต

4. หุ้นบุริมสิทธิแบบไถ่ถอน/เรียกคืนได้ (Redeemable/Callable)

ผู้ออกหุ้นมีสิทธิซื้อหุ้นคืนในราคาที่กำหนดหลังวันหนึ่ง ๆ ผู้ลงทุนควรรู้เงื่อนไขนี้ เพราะช่วงดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ อาจเพิ่มโอกาสที่บริษัทจะเรียกคืน

5. หุ้นบุริมสิทธิแบบรับส่วนเพิ่มได้ (Participating)

นอกจากปันผลคงที่ ยังมีสิทธิได้ปันผลเพิ่มหากกำไรบริษัทเกินระดับที่กำหนด โครงสร้างนี้พบไม่บ่อย แต่ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มมากกว่าหุ้นบุริมสิทธิทั่วไป

ข้อควรจำ: หุ้นบุริมสิทธิแบบไถ่ถอนมี “ความเสี่ยงต้องหาที่ลงทุนใหม่” (reinvestment risk = บริษัทเรียกคืน ทำให้ต้องนำเงินไปลงทุนใหม่ซึ่งอาจได้ผลตอบแทนต่ำกว่าเดิม) ถ้าถูกเรียกคืนในช่วงดอกเบี้ยต่ำ คุณอาจหาทางเลือกที่ให้รายได้เท่าเดิมได้ยาก ควรอ่านเงื่อนไขการไถ่ถอนก่อนลงทุน


ผลตอบแทนในอดีต: ข้อมูลบอกอะไรในปี 2026?

ต้นปี 2026 ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกสะท้อนว่าหุ้นสองประเภทนี้เด่นคนละด้าน

ตัวชี้วัดหุ้นสามัญหุ้นบุริมสิทธิ
สัดส่วนมูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลก~85–90%~10–15%
อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยต่อปี (S&P 500, ปี 2025)~1.3–1.5%~4.5–6.5%
ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น 10 ปี (หุ้นใหญ่สหรัฐฯ)~11.2%~4.8%
การออกหุ้นบุริมสิทธิทั่วโลก (ปี 2025)N/A~175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การปรับลงของราคาในช่วงตลาดพักฐานปี 2022 (drawdown = การร่วงจากจุดสูงสุด)~20–25% (S&P 500)~12–15% (ดัชนีหุ้นบุริมสิทธิสหรัฐฯ)
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ออกหุ้นบ่อยเทคโนโลยี ผู้บริโภค สุขภาพการเงิน สาธารณูปโภค REITs (REIT = กองทรัสต์/กองทุนอสังหาฯ ที่จ่ายรายได้ให้ผู้ถือหน่วย)

ข้อมูลสอดคล้องกับสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้: หุ้นสามัญมักให้ผลตอบแทนดีกว่าเมื่อถือยาว แต่ต้องแลกกับการแกว่งตัวระยะสั้นที่แรงกว่า ขณะที่หุ้นบุริมสิทธิช่วยให้พอร์ต “นิ่งขึ้น” และให้กระแสรายได้สม่ำเสมอ แต่โอกาสกำไรจากราคามักจำกัด


ใครควรเลือกหุ้นสามัญ?

หุ้นสามัญเหมาะกับคนที่มีเวลา รับความเสี่ยงได้ และไม่ตื่นตระหนกเมื่อผ่านวัฏจักรตลาด ยิ่งถือยาว ยิ่งได้ประโยชน์จาก “ผลทบต้น” (compounding = ผลตอบแทนงอกเงยทับซ้อนจากการนำกำไรไปสร้างกำไรต่อ)

นักลงทุนหุ้นสามัญมักมีลักษณะดังนี้

  • ตั้งใจลงทุน 5 ปีขึ้นไป
  • ยอมรับได้หากพอร์ตลดลง 20–30% ในบางปี
  • อยากได้ประโยชน์จากการเติบโตของบริษัทโดยตรง
  • ให้ความสำคัญกับสิทธิออกเสียงและการกำกับดูแลกิจการ
  • เน้นกำไรจากราคา มากกว่ารายได้ปัจจุบัน

ตัวอย่าง: มืออาชีพวัย 35 ปีในโตรอนโต ลงทุนผ่าน RRSP แบบบริหารเอง (RRSP = บัญชีเกษียณของแคนาดาที่ให้สิทธิภาษี) เลือกหุ้นสามัญกระจายในธนาคารแคนาดาและหุ้นเทคโนโลยีโลก เน้นสะสมความมั่งคั่งระยะยาว และยอมรับการแกว่งของพอร์ตเพื่อแลกกับการโตแบบทบต้นหลายสิบปี


ใครควรเลือกหุ้นบุริมสิทธิ?

หุ้นบุริมสิทธิเหมาะกับคนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นควบคู่กับผลตอบแทน นอกจากนี้ยังเป็นที่นิยมในนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนบำนาญและบริษัทประกัน ที่ต้องมีรายได้ตามข้อกำหนด

นักลงทุนหุ้นบุริมสิทธิมักมีลักษณะดังนี้

  • ใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว ต้องมีรายได้จ่ายค่าใช้จ่าย
  • ต้องการพอร์ตผันผวนน้อย และผลตอบแทนที่เรียบกว่า
  • ยอมแลกสิทธิออกเสียง เพื่อความมั่นคงของเงินปันผล
  • ลงทุนในบัญชีที่ได้สิทธิภาษีกับเงินปันผล (ขึ้นกับกฎแต่ละประเทศ)
  • ต้องการทางเลือกแทนพันธบัตร (bond alternative = สินทรัพย์ที่ให้รายได้คล้ายพันธบัตร แต่โครงสร้างไม่ใช่หนี้โดยตรง)

ตัวอย่าง: ผู้เกษียณวัย 67 ปีในแวนคูเวอร์ ถือหุ้นบุริมสิทธิของธนาคารแคนาดาเป็นแกนพอร์ต เช่น Royal Bank of Canada หรือ TD Bank ให้ผลตอบแทนราว 5–5.5% ต่อปีในต้นปี 2026 เงินจ่ายรายไตรมาสช่วยเสริมรายได้จาก CPP และ OAS (CPP/OAS = สวัสดิการบำนาญภาครัฐของแคนาดา) โดยผันผวนน้อยกว่าการถือหุ้นสามัญ

ข้อเตือนใจ: เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ “ไม่การันตี” แบบดอกเบี้ยพันธบัตร (coupon = ดอกเบี้ยที่จ่ายตามงวดของพันธบัตร) หากบริษัทมีปัญหาหนัก ปันผลหุ้นบุริมสิทธิอาจถูกงดจ่ายได้ ควรดูฐานะการเงินของผู้ออกหุ้น และไม่มองหุ้นบุริมสิทธิว่าเท่ากับรายได้คงที่ที่รับประกัน


บริบทแคนาดา: หุ้นบุริมสิทธิในมุมภาษี

แคนาดามีการเก็บภาษีเงินปันผลที่เอื้อต่อนักลงทุน และมีผลต่อการตัดสินใจเลือกหุ้นบุริมสิทธิกับหุ้นสามัญสำหรับนักลงทุนแคนาดา

เงินปันผลที่เข้าเกณฑ์จากบริษัทแคนาดา (eligible dividends = เงินปันผลที่รัฐจัดให้ได้สิทธิภาษี) ซึ่งรวมเงินปันผลจากหุ้นบุริมสิทธิหลายตัว ได้ประโยชน์จาก “เครดิตภาษีเงินปันผล” (Dividend Tax Credit: DTC = ลดภาษีที่ต้องจ่ายจากเงินปันผล) ทำให้อัตราภาษีจริงต่ำกว่ารายได้ทั่วไปหรือดอกเบี้ย สำหรับผู้เสียภาษีในออนแทรีโอที่อยู่ขั้นภาษีสูงสุด ภาษีรวม (รัฐบาลกลาง+มลรัฐ) ของ eligible dividends ราว 39.3% เทียบกับดอกเบี้ยราว 53.5%

ข้อได้เปรียบนี้ทำให้หุ้นบุริมสิทธิน่าสนใจสำหรับคนที่ถือในบัญชีเสียภาษี (อยู่นอก RRSP หรือ TFSA) เพราะผลตอบแทนหลังภาษีอาจสู้ GIC และพันธบัตรได้ (GIC = ใบรับฝากเงินแบบกำหนดระยะและดอกเบี้ย)

ภาพรวมตลาดหุ้นบุริมสิทธิแคนาดา: 2025–2026

  • ดัชนี S&P/TSX Preferred Share Index ให้ผลตอบแทนรวมราว 7.2% ในปี 2025 จากรอบลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางแคนาดา
  • หุ้นบุริมสิทธิแบบ rate-reset (rate-reset = ปรับอัตราปันผลใหม่ตามอัตราอ้างอิงเป็นรอบ ๆ โดยมากผูกกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล) ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักในแคนาดา ปรับเงื่อนไขดีขึ้นเมื่อบอนด์รัฐบาลแคนาดา 5 ปีทรงตัวเหนือ 3.0%
  • ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของแคนาดาเป็นผู้ออกหุ้นบุริมสิทธิรายหลัก คิดเป็นมากกว่า 55% ของตลาดในประเทศ

ข้อควรระวัง: หุ้นบุริมสิทธิ vs หุ้นสามัญ

หุ้นทั้งสองแบบมีประเด็นที่ต้องระวัง การรู้ก่อนลงทุนคือการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด

หุ้นสามัญ: ควรจำไว้

  • ความผันผวนสูงและยาวนาน: ตลาดขาลงรุนแรงอาจทำให้หุ้นสามัญร่วง 30–50% ผู้ที่รับไม่ได้อาจขายผิดจังหวะ
  • เงินปันผลเปลี่ยนได้: บริษัทลดหรือยกเลิกปันผลได้ ทำให้รายได้จากหุ้นสามัญไม่เหมาะเป็นรายรับที่ต้องพึ่งพา
  • ความเสี่ยงหุ้นเพิ่มทุน: บริษัทออกหุ้นสามัญเพิ่มได้ ทำให้สัดส่วนการถือครองของผู้ถือเดิมลดลง (dilution = สัดส่วนความเป็นเจ้าของลด)

หุ้นบุริมสิทธิ: ประเด็นที่ควรระวัง

  • ไวต่อดอกเบี้ย: หุ้นบุริมสิทธิคล้ายพันธบัตรตรงที่เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ราคาตลาดมักลง โดยเฉพาะรุ่นอัตราคงที่ (fixed-rate = อัตราคงที่ ไม่ปรับตามดอกเบี้ย)
  • สภาพคล่องอาจต่ำ: บางรุ่นซื้อขายน้อย ทำให้ซื้อขายจำนวนมากแล้วกระทบราคาได้ ควรดูปริมาณการซื้อขายก่อน
  • ความเสี่ยงถูกเรียกคืน: รุ่นไถ่ถอนได้อาจถูกบริษัทซื้อคืน โดยเฉพาะช่วงดอกเบี้ยลง ทำให้ต้องไปลงทุนใหม่ด้วยผลตอบแทนต่ำกว่า
  • ไม่มีสิทธิออกเสียง: โดยทั่วไปไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของบริษัท แม้เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบมูลค่า

ถือทั้งสองแบบได้ไหม? วิธีผสมพอร์ต

นักลงทุนที่มีประสบการณ์มักไม่เลือก “อย่างใดอย่างหนึ่ง” แต่ผสมทั้งหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ โดยสัดส่วนขึ้นกับช่วงวัย เป้าหมายรายได้ และความเสี่ยงที่รับได้

แนวทางที่พบคือ “แกนหลักและส่วนเสริม” (core & satellite = แกนหลักถือระยะยาว ส่วนเสริมเพิ่มบทบาทเฉพาะ) โดยให้แกนหลักเป็นหุ้นสามัญที่จ่ายปันผลเพื่อโตระยะยาว และเสริมด้วยหุ้นบุริมสิทธิสำหรับรายได้ เมื่อใกล้เกษียณ สัดส่วนมักขยับไปทางหุ้นบุริมสิทธิ GIC และพันธบัตรมากขึ้น ซึ่งเป็นการปรับพอร์ตตามวัยที่พบได้ทั่วไป

โปรไฟล์นักลงทุนสัดส่วนหุ้นสามัญ (แนะนำ)สัดส่วนหุ้นบุริมสิทธิ (แนะนำ)
คนทำงานวัยต้น (25–35) ลงทุนยาว80–90%10–20%
วัยกลางอาชีพ (40–55) ต้องการสมดุล60–70%30–40%
ใกล้เกษียณ (55–65) เน้นรายได้40–50%50–60%
เกษียณ (65+) เน้นรักษาเงินต้น20–35%65–80%

สัดส่วนข้างต้นเป็นตัวอย่างทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล สถานการณ์ของแต่ละคนต่างกัน


เรียนรู้ตลาดหุ้นเพิ่มเติมกับ VT Markets

หากต้องการลงทุนอิงทั้งหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง CFD (Contracts for Difference) เป็นอีกทางเลือกที่ยืดหยุ่น (CFD = สัญญาที่ตกลงกันเพื่อรับ/จ่าย “ส่วนต่างของราคา” ระหว่างตอนเปิดและปิดสถานะ) ที่ VT Markets คุณสามารถเทรดหุ้นทั้งสองประเภทผ่าน CFD เพื่อเก็งกำไรจากการขึ้นหรือลงของราคา โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของหุ้นโดยตรง

VT Markets ให้เข้าถึง แพลตฟอร์มหลัก เช่น MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) พร้อม สเปรด ที่แข่งขันได้ (spread = ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย) และทีมช่วยเหลือ มือใหม่เริ่มได้ด้วย บัญชีทดลอง เพื่อฝึกในสภาวะใกล้เคียงตลาดจริง และดูข้อมูลเพิ่มได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือ

เริ่มเทรดกับ VT Markets วันนี้ เพื่อก้าวแรกสู่ตลาดหุ้นโลก

คำเตือน: การเทรด CFD มีความเสี่ยงสูงเพราะใช้ “เลเวอเรจ” (leverage = การวางเงินประกันเล็กน้อยเพื่อควบคุมมูลค่าสัญญาที่ใหญ่กว่า) การขาดทุนอาจมากกว่าเงินฝากเริ่มต้น CFD ไม่เหมาะกับทุกคน ควรเข้าใจความเสี่ยงให้ครบ และพิจารณาขอคำแนะนำอิสระก่อนเทรด


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q1: ความแตกต่างหลักระหว่างหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญคืออะไร?

ต่างกันที่การ “เน้นรายได้” กับ “เน้นเติบโต” หุ้นบุริมสิทธิให้เงินปันผลคงที่ ได้รับก่อน และมีสิทธิในทรัพย์สินก่อนหุ้นสามัญเมื่อเลิกกิจการ จึงเสถียรกว่าแต่โอกาสขึ้นแรงจำกัด หุ้นสามัญให้เงินปันผลไม่แน่นอน มีสิทธิออกเสียง และมีโอกาสกำไรจากราคาได้มากกว่า แต่ผันผวนสูงและได้สิทธิหลังสุดเมื่อบริษัทมีปัญหา กล่าวง่าย ๆ หุ้นบุริมสิทธิ “คล้ายรายได้คงที่” ขณะที่หุ้นสามัญ “เน้นเติบโต”

Q2: หุ้นบุริมสิทธิเหมาะลงทุนในปี 2026 หรือไม่?

ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่แคนาดาอยู่ในรอบลดดอกเบี้ย และเงินเฟ้อชะลอ หุ้นบุริมสิทธิ โดยเฉพาะแบบ rate-reset กลับมาน่าสนใจสำหรับคนที่เน้นรายได้ ผลตอบแทนราว 5–6.5% ของหุ้นบุริมสิทธิคุณภาพดี (investment-grade = ความน่าเชื่อถือสูง ความเสี่ยงผิดนัดต่ำกว่า) เทียบได้กับ GIC และพันธบัตรรัฐบาล อย่างไรก็ดี ควรระวังเรื่องสภาพคล่องและเงื่อนไขของหุ้นแต่ละรุ่นก่อนลงทุน

Q3: ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีความคุ้มครองเมื่อบริษัทล้มละลายหรือไม่?

มีในเชิง “ลำดับสิทธิ” โดยทั่วไปการแบ่งทรัพย์สินจะเป็น: เจ้าหนี้มีหลักประกัน → เจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน → ผู้ถือพันธบัตร → ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ → ผู้ถือหุ้นสามัญ ดังนั้นหุ้นบุริมสิทธิอยู่เหนือหุ้นสามัญ แต่ยังอยู่หลังหนี้ทั้งหมด ในทางปฏิบัติ หุ้นบุริมสิทธิอาจได้คืนบางส่วนในกรณีที่หุ้นสามัญไม่ได้อะไร แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะได้เงินคืนครบ

Q4: นักลงทุนรายย่อยในแคนาดาซื้อขายหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิได้ไหม?

ได้ หุ้นสามัญซื้อขายได้ผ่านโบรกเกอร์ทั่วไปและบัญชีลงทุนต่าง ๆ เช่น RRSP, TFSA, FHSA (TFSA/FHSA = บัญชีออม/ซื้อบ้านที่ได้สิทธิภาษีของแคนาดา) หุ้นบุริมสิทธิก็จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต (TSX) แต่สภาพคล่องของแต่ละรุ่นต่างกันมาก หากต้องการความยืดหยุ่น CFD จากโบรกเกอร์ต่างประเทศที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น VT Markets ช่วยให้เก็งกำไรการเคลื่อนไหวของราคาได้โดยไม่ต้องถือหุ้นจริง และใช้เครื่องมืออย่างเลเวอเรจและการขายชอร์ต (short-selling = การเปิดสถานะทำกำไรเมื่อราคาลง)


หุ้นบุริมสิทธิ vs หุ้นสามัญ — สรุป

แก่นของการเลือกหุ้นบุริมสิทธิหรือหุ้นสามัญ คือคุณอยากให้เงินลงทุน “ทำหน้าที่อะไร” ทั้งสองแบบเป็นเครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลาย และคำตอบที่เหมาะขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน

หุ้นสามัญเหมาะกับคนที่ถือยาวและรับความเสี่ยงได้ดี เพราะมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งระยะยาวสูง หุ้นบุริมสิทธิทำหน้าที่เป็นตัวช่วย “ลดแรงกระแทก” ของพอร์ต ให้รายได้สม่ำเสมอและผันผวนน้อยกว่า แต่แลกกับโอกาสขึ้นแรงที่จำกัด

สำหรับนักลงทุนแคนาดาจำนวนมาก แนวทางที่มีเหตุผลคือผสมทั้งสองแบบในพอร์ตที่กระจายความเสี่ยง และปรับสัดส่วนตามช่วงชีวิต—ช่วงสร้างความมั่งคั่ง ช่วงรักษาเงินต้น และช่วงนำเงินออกมาใช้

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code