This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

คู่มือฉบับสมบูรณ์ว่าด้วยหลักทรัพย์ ปี 2025: ประเภท ตลาด และกลยุทธ์การลงทุน | เครื่องมือทางการเงิน

by VT Markets
/
Aug 19, 2026

ประเด็นสำคัญ

หลักทรัพย์ คือเครื่องมือทางการเงินที่ซื้อขายได้ ครอบคลุมหลายประเภท เช่น ตราสารทุน (หุ้น), ตราสารหนี้ (พันธบัตร/หุ้นกู้), ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (มีคุณสมบัติผสม) และ ตราสารอนุพันธ์ (สัญญาที่ราคาอิงสินทรัพย์อื่น)

• ตลาดโลกของ หลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (ABS: ตราสารที่นำกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ เช่น สินเชื่อรถ/บัตรเครดิต มาหนุนหลัง) คาดมีมูลค่าแตะ 3.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 เติบโตเฉลี่ย 6.6% ต่อปี (CAGR: อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี)

• หลักทรัพย์ที่ซื้อขายใน ตลาดที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล มักมี สภาพคล่อง (ซื้อขายได้ง่าย) และการคุ้มครองผู้ลงทุนดีกว่าการขายแบบเจาะจงราย (Private placement: ขายให้ผู้ลงทุนบางกลุ่ม)

• การเข้าใจประเภทหลักทรัพย์ช่วยกระจายการลงทุน ลดความเสี่ยง และจัดพอร์ตให้เหมาะเป้าหมาย

• หลักทรัพย์ระดับ Investment grade (เครดิตดี โอกาสผิดนัดต่ำ) มักให้ผลตอบแทนต่ำกว่า แต่ความเสี่ยงด้านเครดิตน้อยกว่า High yield bond (หุ้นกู้ผลตอบแทนสูง/จังก์บอนด์ ซึ่งเสี่ยงผิดนัดมากกว่า)


ทำความเข้าใจ “หลักทรัพย์”: ฐานรากของตลาดการเงินสมัยใหม่

หลักทรัพย์เป็นแกนหลักของ ตลาดการเงิน ทำหน้าที่เป็น เครื่องมือทางการเงิน ที่ช่วยให้ ตลาดทุน (ระบบระดมทุนและซื้อขายหุ้น/ตราสารหนี้) ทำงานได้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนรายย่อยหรือ ผู้ลงทุนสถาบัน (เช่น กองทุน บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ) การเข้าใจประเภทหลักทรัพย์ทั้งใน ตลาดในประเทศ และต่างประเทศเป็นพื้นฐานของการตัดสินใจลงทุน

ภาพรวมตลาดเปลี่ยนเร็ว สะท้อนจากดัชนี US500 ที่ขึ้นมาอยู่ที่ 6,587 จุด ณ 11 กันยายน 2025 เพิ่มขึ้น 0.84% จากวันก่อนหน้า ชี้ให้เห็นความผันผวนของหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในยุคปัจจุบัน สำหรับผู้ลงทุนที่ใช้แพลตฟอร์มอย่าง VT Markets จึงต้องเข้าใจผลิตภัณฑ์และความเสี่ยงให้ชัดเจน

Securities

หลักทรัพย์คืออะไร?

หลักทรัพย์คือ เครื่องมือทางการเงินที่ซื้อขายได้ ซึ่งมูลค่า “อิง” สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying asset: สิ่งที่ใช้เป็นฐานคำนวณราคา เช่น หุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์) หรือกลุ่มสินทรัพย์ หลักทรัพย์ช่วยให้บริษัทระดมทุน และเปิดทางให้ผู้ลงทุนร่วมรับการเติบโตของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ หุ้นสามัญ ไปจนถึง ตราสารที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ที่โครงสร้างซับซ้อนกว่า

กรอบ กฎเกณฑ์กำกับตลาดทุน (Securities regulation: กฎหมาย/ข้อบังคับที่ควบคุมการออกและซื้อขายหลักทรัพย์) ช่วยให้ผู้เล่นในตลาดทำธุรกรรมได้ในสภาพแวดล้อมที่มี สภาพคล่อง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ลดการฉ้อโกงและเพิ่มความเชื่อมั่นในหลาย กลุ่มสินทรัพย์ (Asset class: ประเภทสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาฯ)

กรอบกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังหลักทรัพย์

กฎหมายบริษัท และ กฎเกณฑ์กำกับตลาดทุน ใช้นิยามว่าอะไรถือเป็นหลักทรัพย์ โดยมักอาศัยแนวคิด “สัญญาการลงทุน” (Investment contract: ข้อตกลงที่ผู้ลงทุนคาดหวังผลตอบแทนจากการบริหาร/การดำเนินงานของผู้อื่น) เพื่อจัดประเภทว่าเครื่องมือทางการเงินนั้นต้องถูกกำกับอย่างไร การจัดประเภทนี้มีผลต่อการออก การซื้อขาย และการกำกับในธุรกิจนายหน้า (Brokerage: โบรกเกอร์ที่รับคำสั่งซื้อขายให้ลูกค้า)

ประเภทของหลักทรัพย์: การจำแนกแบบเป็นระบบ

หลักทรัพย์แบ่งได้เป็นหลายกลุ่มหลัก โดยแต่ละแบบตอบโจทย์ต่างกันทั้งฝั่งผู้ออกและผู้ลงทุน:

ประเภทหลักทรัพย์ลักษณะสำคัญระดับความเสี่ยงผลตอบแทนโดยทั่วไป
ตราสารทุนความเป็นเจ้าของในบริษัทสูงเปลี่ยนแปลงได้
ตราสารหนี้ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายคืน พร้อมดอกเบี้ยปานกลางคงที่/เปลี่ยนแปลงได้
ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุนผสมคุณสมบัติของหนี้และทุนปานกลาง-สูงผสม
ตราสารอนุพันธ์มูลค่าอิงสินทรัพย์อ้างอิงแล้วแต่ชนิดแล้วแต่ชนิด

ตราสารทุน: การลงทุนในความเป็นเจ้าของ

ตราสารทุนคือการถือ ความเป็นเจ้าของในบริษัท ผู้ถือมีสิทธิในสินทรัพย์ของบริษัท “หลังจาก” ชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งเรียก สิทธิส่วนที่เหลือ (Residual interest: สิทธิเรียกร้องที่เหลือหลังเจ้าหนี้) โดย หุ้นสามัญ เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด ให้ สิทธิออกเสียง (Voting rights: สิทธิลงคะแนนในเรื่องสำคัญ) และอาจได้รับเงินปันผล

หุ้นสามัญ vs. หุ้นชนิดสามัญ (Ordinary shares)

หุ้นสามัญและ Ordinary shares โดยหลักคือสิ่งเดียวกัน ต่างกันที่คำเรียกตามประเทศ ผู้ถือหุ้นมักได้รับ:

  • สิทธิออกเสียงในการตัดสินใจของบริษัท
  • สิทธิส่วนที่เหลือในสินทรัพย์บริษัท
  • โอกาสได้รับเงินปันผล
  • ความเป็นเจ้าของที่มูลค่าอาจเพิ่มขึ้นตามเวลา

หุ้นบุริมสิทธิเป็นตราสารทุนอีกชั้นหนึ่ง มักให้เงินปันผลค่อนข้างแน่นอนกว่า แต่มี สิทธิออกเสียงจำกัด จึงอยู่กึ่งกลางระหว่างตราสารหนี้กับหุ้นสามัญ

ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) และเครื่องมือทุนขั้นสูง

ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Equity warrant) ให้สิทธิ (ไม่ใช่ภาระ) ในการซื้อ หุ้นสามัญ ที่ ราคาใช้สิทธิ (Specified/Exercise price: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา) ภายในเวลาที่กำหนด จัดเป็น ตราสารอนุพันธ์ เพราะมูลค่าอิง สินทรัพย์อ้างอิง คือหุ้นของบริษัท และมักถูกใช้เป็น “ของแถม” ในการออกตราสารหนี้เพื่อจูงใจผู้ลงทุน

มูลค่าตลาด (Market value: ราคาที่ซื้อขายกันจริง) ของใบสำคัญแสดงสิทธิขึ้นอยู่กับ:

  • ราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับราคาใช้สิทธิ
  • เวลาที่เหลือก่อนหมดอายุ
  • ความผันผวนของ สินทรัพย์อ้างอิง (Volatility: การขึ้นลงของราคา)
  • สภาพแวดล้อม อัตราดอกเบี้ย

ตราสารหนี้: การลงทุนแบบรับดอกเบี้ย

ตราสารหนี้คือเงินกู้ที่ผู้ออกต้องจ่ายคืน พร้อม ดอกเบี้ย ตามอายุของตราสาร ตราสารหนี้เป็นกลุ่ม รายได้ประจำ (Fixed income: ได้ดอกเบี้ยเป็นหลัก) ที่ช่วยสร้าง กระแสเงินสด (Cash flow: เงินรับ-จ่ายตามเวลา) และโดยทั่วไปเสี่ยงน้อยกว่าตราสารทุน

พันธบัตรรัฐบาลและตราสารคลัง

พันธบัตรรัฐบาลและ ตราสารคลัง (Treasury securities: ตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง/รัฐบาล) มักถูกมองว่าปลอดภัย เพราะอิงความน่าเชื่อถือของรัฐ โดยทั่วไปมี:

  • จ่าย ดอกเบี้ยเป็นงวด
  • คืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด
  • สภาพคล่องสูงใน ตลาดรอง (Secondary market: ตลาดซื้อขายเปลี่ยนมือหลังออกขายครั้งแรก)
  • มักได้อันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment grade จาก สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating agencies: ผู้ให้เรตติ้งเครดิต)

ตราสารคลังมีหลายอายุ ตั้งแต่ตั๋วเงินระยะสั้นถึงพันธบัตรระยะยาว ช่วยให้ผู้ลงทุนเลือกให้สอดคล้องกับระยะเวลาถือครอง

หุ้นกู้เอกชนและหนี้ภาคธุรกิจ

หุ้นกู้เอกชนคือหนี้ที่ธุรกิจออกเพื่อใช้ดำเนินงาน ขยายกิจการ หรือรีไฟแนนซ์ (Refinance: เปลี่ยนหนี้เดิมเป็นหนี้ใหม่) มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้าน คุณภาพเครดิต (Credit quality: โอกาสชำระหนี้ได้ตามสัญญา)

หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior unsecured) อยู่ลำดับสูงกว่าใน โครงสร้างเงินทุน (Capital structure: ลำดับสิทธิของหนี้และทุน) เมื่อเกิด ผิดนัดชำระหนี้ (Issuer default: ผู้ออกจ่ายหนี้ไม่ได้) ผู้ถือมีสิทธิเรียกร้องก่อนหนี้ที่ด้อยสิทธิ คุณภาพเครดิตมักประเมินโดยสถาบันจัดอันดับ โดย Investment grade เสี่ยงต่ำกว่า High yield

ตราสารหนี้แบบลงทะเบียน vs. ตราสารแบบผู้ถือ

ตราสารแบบลงทะเบียน (Registered debt securities: มีชื่อเจ้าของในทะเบียนของผู้ออก) ต่างจาก ตราสารแบบผู้ถือ (Bearer securities: ใครถือเอกสาร/สิทธิไว้คนนั้นเป็นเจ้าของ) ปัจจุบันตลาดส่วนใหญ่เลิกใช้แบบผู้ถือเพราะความเสี่ยงด้านการกำกับและการติดตาม และเปลี่ยนเป็นการถือครองแบบ อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic form: บันทึกในระบบ ไม่ใช้ใบกระดาษ)

ตราสารแบบลงทะเบียนมีข้อดี เช่น:

  • ติดตามการจ่าย ดอกเบี้ยได้ชัดเจน
  • ลดความเสี่ยงสูญหายหรือถูกขโมย
  • โอนสิทธิได้ง่ายผ่าน ตัวแทนทะเบียนโอน (Transfer agent: ผู้ดูแลทะเบียนผู้ถือหลักทรัพย์)
  • สอดคล้องกับ กฎเกณฑ์กำกับตลาดทุน

ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน: ผสมจุดเด่นสองโลก

ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุนรวมคุณสมบัติของ ตราสารหนี้ และ ตราสารทุน ช่วยให้ผู้ออกจัด โครงสร้างเงินทุน ได้ยืดหยุ่น และทำให้ผู้ลงทุนเลือก “รูปแบบความเสี่ยง-ผลตอบแทน” ที่ต่างจากหุ้นหรือหุ้นกู้ทั่วไป

หุ้นกู้แปลงสภาพและหุ้นบุริมสิทธิ

หุ้นกู้แปลงสภาพ เปิดทางให้ผู้ถือแลกจาก ตราสารหนี้ เป็น ตราสารทุน ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยทั่วไปมี:

  • จ่าย ดอกเบี้ยเหมือนหุ้นกู้
  • โอกาสได้กำไรเพิ่มจากการแปลงเป็น ตราสารทุน
  • ผลตอบแทนดอกเบี้ยมักต่ำกว่าหุ้นกู้ที่ไม่แปลงสภาพ
  • ยังมี “ฐานะเจ้าหนี้” ช่วยพยุงความเสี่ยงด้าน คุณภาพเครดิต

หุ้นบุริมสิทธิมักได้รับเงินปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ และมีลำดับสิทธิสูงกว่าเมื่อเลิกกิจการ ทำให้เหมาะกับผู้ลงทุนที่เน้นรายได้

การมีหลักประกันในตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน

ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุนหลายประเภทมี หลักประกัน (Collateral arrangements: การนำสินทรัพย์มาค้ำเพื่อเพิ่มความมั่นใจ) เช่น:

  • แยกสินทรัพย์ไว้ค้ำภาระผูกพันบางส่วน (Separate asset: สินทรัพย์ที่แยกออกมาเฉพาะ)
  • กลไกช่วยคุ้มครอง กระแสเงินสด
  • โครงสร้างคล้าย CMO (Collateralized mortgage obligations: ตราสารที่นำสินเชื่อที่อยู่อาศัยมารวม แล้วแบ่งชั้นความเสี่ยง)
  • กำหนดลำดับการจ่ายเงิน (Priority payment)

ตราสารอนุพันธ์: เครื่องมือทางการเงินที่อิงราคา

ตราสารอนุพันธ์มีมูลค่าอิง สินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ เงินตรา หรือแม้แต่หลักทรัพย์อื่น ใช้ได้ทั้งเพื่อ ป้องกันความเสี่ยง (Hedging: ลดผลกระทบจากความผันผวน) และเพื่อเก็งกำไร

สินทรัพย์อ้างอิงคือหัวใจของอนุพันธ์

สินทรัพย์อ้างอิงเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและราคาของอนุพันธ์ ตัวอย่างที่พบได้บ่อย:

  • หุ้นรายตัวหรือ ตราสารทุน
  • พันธบัตรรัฐบาล และ หุ้นกู้เอกชน
  • ดัชนีตลาด
  • สินค้าโภคภัณฑ์และอัตราแลกเปลี่ยน
  • อัตราอ้างอิง ดอกเบี้ย (Benchmark: ค่ามาตรฐานที่ใช้อ้างอิง)

การบริหารความเสี่ยงด้วยอนุพันธ์

ตราสารอนุพันธ์ช่วยจัดการความเสี่ยงได้หลายแบบ:

  • ความเสี่ยงด้าน สภาพคล่อง ผ่านสัญญาฟิวเจอร์ส (Futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้ามาตรฐาน)
  • ความเสี่ยง อัตราดอกเบี้ย ผ่านสวอป (Swap: สัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด เช่น อัตราคงที่กับลอยตัว)
  • ความเสี่ยงค่าเงินผ่านฟอร์เวิร์ด (Forward: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบตกลงกันเอง)
  • ความผันผวนของ มูลค่าตลาด ผ่านออปชัน (Options: สิทธิซื้อ/ขายในอนาคต)

หลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน: นวัตกรรมการเงิน

หลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Asset-backed securities: ABS) ช่วยให้สถาบันการเงินเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ขายต่อยาก (เช่น ลูกหนี้/สินเชื่อ) ให้เป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายได้ ตลาดโลกของ ABS คาดแตะ 3,360.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029 ที่อัตราเติบโตเฉลี่ย 6.6% สะท้อนความสำคัญของ กลุ่มสินทรัพย์ นี้

กระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization)

การทำ ABS โดยทั่วไปมีขั้นตอน:

  1. รวบรวมสินทรัพย์ประเภทคล้ายกัน (เช่น สินเชื่อ ลูกหนี้การค้า)
  2. โอนให้หน่วยงานที่แยกออกมาต่างหาก (Separate asset entity: นิติบุคคลเฉพาะกิจที่แยกความเสี่ยง)
  3. ออก หลักทรัพย์ โดยมีสินทรัพย์กองนี้หนุนหลัง
  4. นำ กระแสเงินสด จากสินทรัพย์มาจ่ายให้ผู้ลงทุน
  5. ใช้กลไกเพิ่มความน่าเชื่อถือด้าน คุณภาพเครดิต (Credit enhancement: วิธีลดความเสี่ยง เช่น กันเงินสำรอง/จัดชั้นตราสาร)

ประเภทของหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน

ABSมีหลายแบบ เช่น:

  • ลูกหนี้สินเชื่อรถ
  • ลูกหนี้บัตรเครดิต
  • ตราสารที่อิงสินเชื่อนักศึกษา
  • CMO (ตราสารที่นำสินเชื่อบ้านมารวมและแบ่งชั้นความเสี่ยง)
  • ตราสารที่อิงสินเชื่อเครื่องจักร/อุปกรณ์

แต่ละแบบมีความเสี่ยง-ผลตอบแทน และรูปแบบ กระแสเงินสด ต่างกัน ผู้ลงทุนจึงเลือกให้เข้ากับเป้าหมายได้

ตลาดแรก (Primary) vs. ตลาดรอง (Secondary)

หลักทรัพย์ซื้อขายผ่าน 2 โครงสร้างหลัก: ตลาดแรก (Primary market: ขายออกใหม่ครั้งแรก) และ ตลาดรอง (Secondary market: ซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างผู้ลงทุน)

IPO และกิจกรรมในตลาดแรก

ตลาดแรกคือจุดที่หลักทรัพย์ถูกออกขายต่อสาธารณะครั้งแรก โดย IPO (Initial public offering: การนำหุ้นเข้าขายให้ประชาชนครั้งแรก) คือการขาย ตราสารทุน ครั้งแรกของบริษัทให้ผู้ลงทุนทั่วไป ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2025 มี IPO แบบดั้งเดิม 25 ราย ระดมทุนมากกว่า 11.0 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2024 ที่มี 28 ราย ระดมทุน 12.7 พันล้านดอลลาร์

กิจกรรมใน ตลาดแรก เช่น:

  • IPO ของ ตราสารทุน
  • ออกใหม่ของ หุ้นกู้เอกชน
  • ประมูล พันธบัตรรัฐบาล
  • การขายแบบเจาะจงราย (Private placement) ให้ ผู้ลงทุนสถาบัน

ตลาดรองและสภาพคล่อง

ตลาดรองทำให้หลักทรัพย์ที่ออกไปแล้วสามารถซื้อขายได้ทันที โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้ออกเดิม ตลาดรองประกอบด้วย:

  • ตลาดหลักทรัพย์ สำหรับหลักทรัพย์ที่ซื้อขายต่อสาธารณะได้
  • ตลาดนอกตลาด (OTC: ซื้อขายนอกกระดาน/นอกตลาดหลักทรัพย์) สำหรับหลักทรัพย์บางประเภท รวมถึงที่ขายแบบเจาะจงราย
  • ระบบซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic trading system: ระบบจับคู่คำสั่งผ่านคอมพิวเตอร์)
  • เครือข่ายดีลเลอร์สำหรับ ตราสารแบบผู้ถือ (ปัจจุบันพบน้อย)

ตลาดหลักทรัพย์มักได้เปรียบ เช่น:

  • ราคาซื้อขายโปร่งใส
  • เป็น ตลาดที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล
  • เพิ่ม สภาพคล่อง ของหลักทรัพย์ที่ซื้อขาย
  • ขั้นตอนชำระราคา/ส่งมอบเป็นมาตรฐาน (Settlement: การโอนเงินและโอนหลักทรัพย์)

ผู้เล่นในตลาดและกลยุทธ์ลงทุน

ผู้เล่นในตลาดมีหลายประเภท เป้าหมายและข้อจำกัดต่างกัน

ผู้ลงทุนสถาบัน vs. รายย่อย

ผู้ลงทุนสถาบันมักลงทุนต่างจากรายย่อย เช่น:

ประเภทผู้ลงทุนหลักทรัพย์ที่พบบ่อยแนวทางลงทุนข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์
ผู้ลงทุนสถาบันลงทุนครั้งละมาก เน้น Investment gradeพอร์ตกระจายความเสี่ยงหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ผู้ถือผลประโยชน์ (Fiduciary: ต้องรอบคอบตามหน้าที่)
ผู้ลงทุนรายย่อยขนาดลงทุนเล็กกว่า ได้หลายระดับเครดิตตามเป้าหมายส่วนบุคคลข้อจำกัดน้อยกว่า
กองทุนรวม/กองทุนลงทุนเงินรวมจากผู้ลงทุนหลายรายผู้จัดการมืออาชีพบริหารตามนโยบายกองทุน

Investment grade vs. High yield

หลักทรัพย์ระดับ Investment grade ได้เรตติ้งจาก สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ว่าโอกาสผิดนัดต่ำ ขณะที่ High yield bond ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงมากกว่า โดยเรตติ้งกลุ่ม Investment grade มักรวม:

  • AAA/Aaa (คุณภาพสูงสุด)
  • AA/Aa (คุณภาพสูง)
  • A (คุณภาพค่อนข้างดี)
  • BBB/Baa (ระดับปานกลาง แต่ยังถือว่าเครดิตดี)

หลักทรัพย์ที่ต่ำกว่า Investment grade มักถูกมองว่าเป็นตราสารเก็งกำไรหรือ “จังก์บอนด์” ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่เสี่ยง ผิดนัดชำระหนี้ มากกว่า

ระบบลงทะเบียนและเอกสารยืนยันสิทธิ

ตลาดหลักทรัพย์ยุคใหม่พึ่งพาระบบลงทะเบียนและเอกสาร/ข้อมูลดิจิทัล เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของและอำนวยความสะดวกในการโอน

ระบบลงทะเบียนโดยตรง (DRS)

ระบบลงทะเบียนโดยตรง (Direct registration system: ถือหลักทรัพย์แบบบันทึกในระบบกับผู้ออก/ตัวแทนทะเบียนโอน) ทำให้ผู้ลงทุนถือ หลักทรัพย์แบบลงทะเบียน โดยไม่ต้องมีใบหุ้น/ใบตราสารบนกระดาษ ข้อดีคือ:

  • บันทึกข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • โอนสิทธิได้ง่ายขึ้น
  • ลดความเสี่ยงสูญหาย/ถูกขโมย
  • ลดต้นทุนงานเอกสาร

ระบบใบรับรองรวม (Global certificate)

หลักทรัพย์ระหว่างประเทศมักใช้ ใบรับรองรวมหนึ่งใบ (Single global certificate: เอกสารแทนทั้งชุดการออก) แล้วติดตามการถือครองรายบุคคลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (Depository: หน่วยงานที่เก็บและบันทึกการถือครอง) ช่วยให้ซื้อขายและชำระราคาได้ข้ามประเทศ

ระบบ ใบรับรองรวมหนึ่งใบ ช่วยให้:

  • ชำระราคา/ส่งมอบได้มีประสิทธิภาพ
  • ลดความยุ่งยากด้านปฏิบัติการ
  • เพิ่ม สภาพคล่อง สำหรับผู้ลงทุนต่างชาติ
  • เอกสารมาตรฐานมากขึ้นในหลายตลาด

ความเสี่ยงในการลงทุนหลักทรัพย์

การลงทุนใน หลักทรัพย์ มีความเสี่ยงหลายด้าน ผู้ลงทุนควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ

ความเสี่ยงด้านเครดิตและการผิดนัดชำระหนี้

ความเสี่ยงด้าน คุณภาพเครดิต ส่งผลต่อ ตราสารหนี้ ทุกชนิด โดยความเสี่ยงสูงสุดคือ ผู้ออกผิดนัดชำระหนี้ สถาบันจัดอันดับช่วยประเมิน แต่ผู้ลงทุนควรวิเคราะห์เองเป็นพิเศษในกรณี:

  • High yield bond
  • หลักทรัพย์ที่ขายแบบเจาะจงราย (ข้อมูลอาจน้อยกว่า)
  • ABS ที่โครงสร้างซับซ้อน
  • หุ้นกู้เอกชน ของบริษัทที่ฐานะการเงินตึงตัว

การจัดการความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity risk: อยากขายแต่ขายยาก/ต้องยอมขายถูก) แตกต่างกันมากในแต่ละประเภทหลักทรัพย์:

  • ตราสารคลัง มักมีสภาพคล่องสูง
  • หุ้นขนาดใหญ่โดยมากซื้อขายง่าย
  • ABS บางชุดอาจมี ตลาดรอง จำกัด
  • ตราสารแบบผู้ถือ โอนเปลี่ยนมือเร็วได้ยากในทางปฏิบัติ

ผู้ลงทุนควรดูความต้องการใช้เงินและกระจายการลงทุนข้าม กลุ่มสินทรัพย์

สภาพแวดล้อมกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎ

กฎเกณฑ์กำกับตลาดทุน มีบทบาทต่อความน่าเชื่อถือของตลาดและการคุ้มครองผู้ลงทุน แม้รายละเอียดต่างกันตามประเทศ แต่โดยมากครอบคลุม:

ข้อกำหนดการขึ้นทะเบียน

หลักทรัพย์ที่ซื้อขายต่อสาธารณะส่วนใหญ่ต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานกำกับ และต้องเปิดเผยข้อมูลการเงินรวมถึงรายงานต่อเนื่อง หลักทรัพย์แบบลงทะเบียน จึงโปร่งใสกว่า หลักทรัพย์ที่ขายแบบเจาะจงราย

การกำกับดูแลตลาดซื้อขาย

ตลาดที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน เช่น:

  • กลไกราคาที่เป็นธรรม
  • กติกาการซื้อขายโปร่งใส
  • การรายงานข้อมูล กระแสเงินสด ที่เพียงพอ
  • การเก็บบันทึกข้อมูลที่ถูกต้อง

เทคโนโลยีกับตลาดหลักทรัพย์ยุคใหม่

การซื้อขายแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เปลี่ยนจากระบบกระดาษเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำงานเร็วและตรวจสอบได้มากขึ้น

ระบบซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์

ทั้งระบบซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์และตลาดทางการรองรับธุรกรรมส่วนใหญ่ของโลก โดยช่วยให้:

  • เห็นราคาแบบเรียลไทม์ (Price discovery: การเกิดราคาจากแรงซื้อ-ขาย)
  • จับคู่คำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ
  • ลดต้นทุนการทำธุรกรรม
  • เพิ่มความโปร่งใสของตลาด

สินทรัพย์ดิจิทัลกับทิศทางตลาด

แม้หลักทรัพย์แบบดั้งเดิมยังเป็นตลาดหลัก แต่ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital assets: สินทรัพย์ที่อยู่บนระบบดิจิทัล เช่น โทเคน) เริ่มมีผลต่อโครงสร้างตลาดและ กฎเกณฑ์กำกับตลาดทุน แพลตฟอร์มอย่าง VT Markets ก็ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงนี้

ตลาดหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ

การลงทุนข้ามประเทศใน หลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงนอก ตลาดในประเทศ และส่งผลต่อ:

  • ความเสี่ยงค่าเงิน
  • การปฏิบัติตามกฎของหลายประเทศ
  • ภาษี
  • ขั้นตอนชำระราคา/ส่งมอบ

โอกาสในตลาดเกิดใหม่

ผู้ลงทุนจำนวนมากมองหาโอกาสในตลาดเกิดใหม่ ควบคู่ความเสี่ยงเพิ่ม เช่น:

  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • ค่าเงินผันผวน
  • โครงสร้าง ตลาดที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล ยังไม่พัฒนาเท่าตลาดหลัก
  • สภาพคล่อง ต่ำในบาง กลุ่มสินทรัพย์

แนวโน้มอนาคตของตลาดหลักทรัพย์

ตลาด หลักทรัพย์ ยังเปลี่ยนต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มสำคัญ:

การเงินยั่งยืน (ESG) เข้ามาเป็นปัจจัย

ปัจจัย ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) ถูกนำมาใช้ในการคัดเลือกหลักทรัพย์มากขึ้น และกระทบต่อ:

  • การตั้งราคาของ หุ้นกู้เอกชน
  • มูลค่าประเมินของ ตราสารทุน
  • เกณฑ์การเป็น Investment grade
  • การออกแบบโครงสร้างของ ABS

การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี

เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีที่หลักทรัพย์ถูก:

  • ออกและกระจายให้ผู้ลงทุน
  • ซื้อขายและชำระราคา
  • วิเคราะห์และประเมินมูลค่า
  • กำกับและติดตาม

คำถามที่พบบ่อย

ตราสารทุนต่างจากตราสารหนี้อย่างไร?

ตราสารทุนคือความเป็นเจ้าของในบริษัท ให้ สิทธิออกเสียง และ สิทธิส่วนที่เหลือ ในสินทรัพย์บริษัท ส่วน ตราสารหนี้คือเงินกู้ มี ดอกเบี้ย และต้องคืนเงินต้นตามกำหนด ตราสารทุนมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าแต่ผันผวนกว่า ขณะที่ตราสารหนี้ให้ กระแสเงินสด คาดการณ์ได้มากกว่า

ABS ทำงานอย่างไร?

ABS เกิดจากการรวบรวมสินทรัพย์คล้ายกัน (เช่น สินเชื่อรถ ลูกหนี้บัตรเครดิต) แล้วออก หลักทรัพย์ ที่มี กระแสเงินสด จากสินทรัพย์นั้นหนุนหลัง โดยจะโอนสินทรัพย์ไปยังหน่วยงานที่แยกออกมาต่างหาก (เพื่อลดความเสี่ยงปะปน) จากนั้นออกหลักทรัพย์ขายให้ผู้ลงทุน กระบวนการนี้เรียก การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization: ทำให้สินทรัพย์ที่ขายต่อยากกลายเป็นหลักทรัพย์ซื้อขายได้)

ความเสี่ยงหลักในการลงทุนหลักทรัพย์มีอะไรบ้าง?

ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยง ผิดนัดชำระหนี้ (เด่นในตราสารหนี้), ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (พบมากในหลักทรัพย์ขายเจาะจงราย), ความเสี่ยงตลาดที่กระทบ มูลค่าตลาด, ความเสี่ยง อัตราดอกเบี้ย สำหรับตราสารรายได้ประจำ และความเสี่ยงจาก คุณภาพเครดิต ที่อาจแย่ลง โดย Investment grade มักเสี่ยงต่ำกว่า High yield แต่แม้พันธบัตรรัฐบาลก็ยังมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code