เงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเป็นวันที่ 7 ติดต่อกันในวันอังคาร คู่เงิน EUR/USD กลับมายืนเหนือ 1.1700 และขึ้นไปแตะ 1.1790 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
รายงานที่ชี้ว่าอาจมีการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐ–อิหร่านรอบใหม่ ช่วยหนุน “ความต้องการรับความเสี่ยง” (risk appetite: ภาวะที่นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) โดยมาตรการของโดนัลด์ ทรัมป์ที่สั่งปิดกั้นท่าเรือของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ ไม่ได้ทำให้แรงซื้อยูโรสะดุดลง
Us Iran Talks Boost Risk Appetite
Reuters รายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้ข้อตกลงในช่วงสุดสัปดาห์ แต่ประเด็นที่ติดขัดคือการ “เสริมสมรรถนะยูเรเนียม” ของอิหร่าน (uranium enrichment: กระบวนการเพิ่มสัดส่วนยูเรเนียม-235 ซึ่งสามารถนำไปใช้ทั้งด้านพลังงานและเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านอาวุธ) รายงานระบุว่า ทั้งสองประเทศยังเปิดทางต่อการพูดคุยเพิ่มเติม หลังการเจรจาในกรุงอิสลามาบัดยุติลงแบบกะทันหัน
ฝั่งยุโรป มีการเผยแพร่ข้อมูลเงินเฟ้อของเยอรมนีและสเปน ก่อนที่คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะร่วมแถลงในงานประชุมของ IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ในวันอังคาร ส่วนสหรัฐ ตลาดจับตาข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนมีนาคม (PPI: Producer Price Index หรือดัชนีที่วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าที่ผู้ผลิตขายออกไป มักสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อล่วงหน้า) ซึ่งคาดว่าจะบ่งชี้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจากสงคราม
EUR/USD อยู่ที่ 1.1794 กราฟ 4 ชั่วโมงชี้ว่า RSI ใกล้ 72 (RSI: ดัชนีวัดโมเมนตัมราคา ค่าสูงมักหมายถึงแรงซื้อร้อนแรง/เข้าเขตซื้อมาก) และฮิสโตแกรมของ MACD เป็นบวก (MACD: เครื่องมือดูแนวโน้มและโมเมนตัมจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ฮิสโตแกรมบวกมักสะท้อนแรงหนุนขาขึ้น) โดยแนวต้านอยู่ที่ 1.1825 และถัดไปแถว 1.1930
แนวรับอยู่ที่ 1.1720–1.1730 จากนั้นใกล้ 1.1650 และ 1.1610 ส่วนวิเคราะห์เชิงเทคนิคจัดทำโดยใช้เครื่องมือ AI ช่วยประมวลผล