
บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เพิ่งเผยผลประกอบการที่สำคัญมากในยุค AI (ปัญญาประดิษฐ์ คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้และช่วยตัดสินใจได้). แม้นักลงทุนจะจับตาบริษัทที่ “ออกแบบ” ระบบ AI แต่บริษัทไต้หวันรายนี้เป็นผู้ผลิตชิปให้แทบทั้งหมด ผลไตรมาส 4 กำไรพุ่งแรง จากความต้องการชิป AI ขั้นสูงที่เพิ่มขึ้นมาก การเติบโตที่ใหญ่กว่าคาดทำให้ตลาดประหลาดใจ และทำให้นักลงทุนต้องมองบทบาทของบริษัทใหม่
อย่างที่เคยอธิบายในห่วงโซ่อุปทาน AI (เส้นทางการผลิตและส่งมอบ ตั้งแต่วัตถุดิบถึงผู้ใช้) ความต้องการกำลังกระจายไปทั้งระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่งานออกแบบชิป การผลิตแผ่นซิลิคอน (วัสดุหลักทำชิป) ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (data centre คือสถานที่รวมเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก). ในการเปลี่ยนแปลงนี้ TSMC อยู่ในตำแหน่งสำคัญมาก คล้าย Broadcom และ Super Micro Computer ที่ช่วยคนละชั้นของการใช้งาน AI ส่วน TSMC อยู่ชั้นฐาน ผลิต “เซมิคอนดักเตอร์” ขั้นสูง (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างชิปที่ควบคุมการประมวลผล) ที่ทำให้ AI ขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้
หุ้น TSM พุ่งหลังงบไตรมาส 4 ออกมาดีกว่าคาดมาก
TSMC คือผู้รับจ้างผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก (contract chip manufacturer คือโรงงานที่ผลิตชิปให้แบรนด์อื่นตามแบบที่ลูกค้าออกแบบ) โดยผลิตเซมิคอนดักเตอร์ตามแบบของบริษัทอื่น แทนการขายโปรเซสเซอร์ของตัวเอง (processor คือชิปหลักที่ทำหน้าที่คำนวณ)
บริษัทเป็นผู้นำด้านการผลิตขั้นสูง ครองการผลิตชิปขนาดเล็กที่สุด รวมถึงเทคโนโลยี 3 นาโนเมตร (นาโนเมตรคือหน่วยเล็กมาก ใช้บอก “ขนาดกระบวนการผลิต” ของชิป โดยทั่วไปตัวเลขยิ่งเล็กยิ่งทำชิปได้หนาแน่นและมีประสิทธิภาพสูง) และมีแผนไปสู่ 2 นาโนเมตรในอีกไม่กี่ปี
มีไม่กี่บริษัทที่เทียบได้ทั้งขนาด ความเชี่ยวชาญ และประสิทธิภาพการผลิต TSMC ใช้โมเดลรับจ้างผลิต (ผลิตตามแบบลูกค้า) ทำให้ให้บริการบริษัทที่แข่งขันกันได้พร้อมกัน เช่น Apple, Nvidia, AMD และ Broadcom นี่ทำให้ TSMC เป็นซัพพลายเออร์หลักของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก
ตัวเลขไตรมาส 4 ออกมาดี
ผลล่าสุดชี้ว่าความต้องการชิปที่เกี่ยวกับ AI เพิ่มสูงมาก
บริษัท รายงานว่ากำไรไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 35% นับเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกันที่เติบโตเป็นเลขสองหลัก
การเติบโตมาจาก “เซิร์ฟเวอร์ AI” และชิป “ประมวลผลสมรรถนะสูง” (high-performance computing คือการประมวลผลหนัก ๆ ด้วยชิปแรง ๆ สำหรับงานใหญ่) ซึ่งทำกำไรต่อยอดขาย (margin คือสัดส่วนกำไรจากรายได้) สูงกว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภค เพื่อรองรับความต้องการ TSMC ลงทุนด้านเครื่องจักรและโรงงาน (capital investment คือเงินลงทุนสร้าง/ขยายกำลังผลิต) มากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน รวมถึงการเพิ่มกำลังผลิตในสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้จะเพิ่มราว 25% ถึง 30% ในปี 2026 เพราะการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังเร่งตัว
ติดตามอารมณ์ตลาดโดยเฝ้าดูบริษัทและกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญตลอด ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ (earnings season คือช่วงที่หลายบริษัททยอยประกาศงบ)
ตำแหน่งเฉพาะตัวของ TSMC ในยุค AI
หุ้น TSM ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000%
การเติบโตนี้มาจากความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่กระแสระยะสั้น บริษัทให้บริการหลายอุตสาหกรรม เช่น สมาร์ตโฟน เทคโนโลยียานยนต์ และศูนย์ข้อมูล ช่วยให้รายได้มั่นคงขึ้น
การเติบโตยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมชิป บริษัทที่ “ออกแบบชิป” หันไปพึ่งผู้ผลิตเฉพาะทางมากขึ้น แทนการผลิตในโรงงานของตัวเอง เพื่อให้ปรับตัวได้เร็ว โมเดลนี้เรียกว่า “fabless” (fabless คือบริษัทออกแบบชิปแต่ไม่มีโรงงานผลิตเอง) ทำให้บริษัทโฟกัสการออกแบบและธุรกิจใหม่ ๆ ได้มากขึ้น โดยตลาดนี้ คาดว่าจะเติบโตต่อไปในทศวรรษหน้า ตามข้อมูลของ SNS Insider
แกนหลักของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
AI ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล พลังนั้นมาจากโปรเซสเซอร์เฉพาะทาง (ชิปที่ออกแบบเพื่อคำนวณงานแบบเฉพาะ) ที่สร้างด้วยวิธีผลิตขั้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตโดย TSMC
ตั้งแต่ GPU ของ Nvidia (GPU คือชิปที่เด่นด้านคำนวณแบบขนาน มักใช้ฝึก/รัน AI) ไปจนถึงชิปสั่งทำที่ผู้ให้บริการคลาวด์พัฒนาเอง (คลาวด์คือบริการคอมพิวเตอร์/เก็บข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต) TSMC เป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ (hardware คืออุปกรณ์จริง เช่น ชิป/เครื่อง) ที่ขับเคลื่อนระบบ AI ยุคใหม่ แม้อุปกรณ์ผู้บริโภคที่มีฟีเจอร์ AI ก็ยังพึ่งกำลังการผลิตของบริษัท
สิ่งนี้ทำให้ TSM อยู่ใจกลางห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก โดย ผลิตชิปให้ผู้นำอุตสาหกรรม เช่น AMD, Broadcom, Nvidia และ Apple ทำให้ได้ประโยชน์จากการเติบโตหลายกลุ่มพร้อมกัน
ต่างจากบริษัทซอฟต์แวร์ (software คือโปรแกรม/ระบบที่รันบนเครื่อง) ที่แข่งกันเรื่องโมเดล AI (โมเดลคือระบบที่เรียนรู้จากข้อมูลเพื่อทำนาย/สร้างผลลัพธ์) TSMC ไม่จำเป็นต้องเลือก “ฝ่ายที่ชนะ” เพราะเป็นผู้ผลิตให้เกือบทุกฝ่าย เมื่อการใช้งาน AI เร็วขึ้นทั่วโลก ความต้องการกำลังผลิตโรงงาน (fabrication capacity คือความสามารถของโรงงานในการผลิตเวเฟอร์/ชิปต่อช่วงเวลา) ก็น่าจะเพิ่มตาม
พูดง่าย ๆ TSMC ไม่ได้แค่ร่วมกระแส AI แต่เป็นตัวที่ทำให้กระแสนี้เกิดขึ้นได้
อิทธิพลของ TSMC ต่ออุตสาหกรรม
ความแข็งแกร่งของ TSMC หนุนระบบนิเวศฮาร์ดแวร์ AI โดยรวม บริษัทที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Super Micro Computer, Broadcom และ AMD มักได้อานิสงส์เมื่อความต้องการชิปขั้นสูงเพิ่มขึ้น แม้แต่บริษัทจีนอย่าง Alibaba ก็ลงทุนหนักในทางเลือกที่ผลิตในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างชาติ
ภูมิรัฐศาสตร์: ภาษีนำเข้า และตลาดชิปที่แยกเป็นหลายฝั่ง
ธุรกิจส่วนใหญ่ของ TSMC มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ จึงพึ่งยอดขายจีนแผ่นดินใหญ่ไม่มาก ชิปขั้นสูงที่ “บิ๊กเทค” (Big Tech คือบริษัทเทคขนาดใหญ่มาก) อย่าง Amazon, Google และ Microsoft ใช้ เพิ่งถูกยกเว้นจากภาษีนำเข้า (tariffs คือภาษีที่เก็บกับสินค้านำเข้า) ชุดใหม่ ช่วยลดแรงกดดันต่อลูกค้า ขณะเดียวกัน TSMC กำลังขยายโรงงานในสหรัฐฯ รวมถึงโรงงานใหญ่ในรัฐแอริโซนา เพื่อกระจายฐานการผลิตและรองรับความต้องการในประเทศที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน มาตรการควบคุมการส่งออก (export controls คือกฎที่จำกัดการขาย/ส่งเทคโนโลยีออกนอกประเทศ) ที่ออกในสมัยรัฐบาล ทรัมป์และไบเดน ยังจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน และคาดว่า จะมีภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ผลคือเกิดตลาดโลกที่แตกออกเป็นส่วน ๆ แต่ละภูมิภาคเร่งสร้างและยึดกำลังผลิตชิปของตัวเอง
ชิ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์บนกระดานหมากรุกโลก
ตำแหน่งของ TSMC สะท้อนยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ใหญ่กว่า ความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันทำให้บริษัทอยู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก เกิดการพึ่งพาในเชิงยุทธศาสตร์ที่มักเรียกว่า “เกราะซิลิคอน” (silicon shield คือแนวคิดว่าประเทศต่าง ๆ พึ่งชิปจากไต้หวันมาก จึงไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง)
แม้ความต้องการจากตะวันตกยังหนุนการเติบโต แต่ผู้เล่นใหม่ โดยเฉพาะในจีน อาจต้องพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือก หรือหันไปโฟกัสอุตสาหกรรมอื่น
การขยายตัวของ AI ที่เร็วมากก็ทำให้ระบบเปราะบางขึ้น ห่วงโซ่อุปทานยังกระจุกตัว ความตึงเครียดทางการเมืองยังมี และการแข่งขันแย่งชิปขั้นสูงยิ่งรุนแรง ในตลาดที่วิ่งเร็วแบบนี้ ความมั่นคงยังไม่แน่นอน
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets