ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI: ดัชนีวัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าที่ผู้ผลิตขายออกจากโรงงาน ซึ่งมักสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อในอนาคต) ของรัสเซียเพิ่มขึ้น 6.1% เทียบรายเดือนในเดือนเมษายน เทียบกับการเพิ่มขึ้น 2% เทียบรายเดือนในครั้งก่อน
ตัวเลข PPI ที่เพิ่มขึ้น 6.1% ถือว่าสร้างแรงกระแทกต่อตลาด เพราะสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้มากกว่า 3 เท่า บ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อ (ภาวะราคาสินค้าและบริการปรับขึ้น) ในเศรษฐกิจรัสเซียกำลังเร่งตัว ไม่ได้ชะลอลงตามที่เคยหวัง ทำให้ต้องเตรียมรับความเป็นไปได้ของการตอบสนองเชิงนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ผลต่อทิศทางนโยบายการเงิน
เรามองว่าธนาคารกลางรัสเซีย ซึ่งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อัตราดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกลางใช้กำหนดทิศทางดอกเบี้ยในระบบ) ไว้ที่ 17% แทบไม่มีทางเลือก นอกจากเลื่อนแผนลดดอกเบี้ย และอาจส่งสัญญาณเข้มงวดเพิ่ม (เช่น ลดโอกาสลดดอกเบี้ย หรือบอกว่าพร้อมขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ลด) ซึ่งอาจช่วยพยุงค่าเงินรูเบิลในระยะสั้น ผู้ลงทุนในตลาดอนุพันธ์ (Derivative: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์อื่น เช่น ค่าเงิน น้ำมัน หุ้น) จึงอาจวางกลยุทธ์คาดการณ์ว่ารูเบิลแข็งค่าต่อดอลลาร์ หรือใช้ออปชัน (Options: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อ/ขายสินทรัพย์ที่ราคาในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ) เพื่อเก็งความผันผวนที่เพิ่มขึ้นของคู่เงิน USD/RUB (ดอลลาร์สหรัฐต่อรูเบิลรัสเซีย)
การพุ่งขึ้นของราคาผู้ผลิตเกี่ยวข้องมากกับสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities: สินค้าพื้นฐานที่ซื้อขายกันในตลาด เช่น น้ำมัน โลหะ) โดยเฉพาะพลังงานและโลหะ ซึ่งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของรัสเซียยังแข็งแกร่ง เติบโตประมาณ 3.8% ต่อปี ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures: สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบอ้างอิงเบรนท์ส่งมอบในอนาคต) ซื้อขายเหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ข้อมูลนี้ยิ่งหนุนมุมมองเชิงบวกต่อวัตถุดิบ เราจับตาออปชันฝั่งซื้อ (Call options: สิทธิซื้อเพื่อคาดว่าราคาจะขึ้น) ในน้ำมันดิบ และโลหะอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อะลูมิเนียมและนิกเกิล
นี่เป็นการกลับทิศอย่างชัดเจนจากมุมมองที่เริ่มก่อตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ซึ่งก่อนหน้านั้นแรงกดดันด้านราคาเคยผ่อนลงช่วงสั้น ๆ ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการต่อสู้เงินเฟ้อใกล้จบ แต่ข้อมูลล่าสุดทำให้มุมมองดังกล่าวใช้ไม่ได้ และทำให้ตลาดต้องปรับคาดการณ์ใหม่ว่าเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อ
ข้อมูลจากรัสเซียยังเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเงินเฟ้อโลก ทำให้ธนาคารกลางหลักอื่น ๆ ตัดสินใจยากขึ้น ความเสี่ยงคือเงินเฟ้อที่ดื้อในประเทศผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายสำคัญอาจส่งผ่านไปทั่วโลก และบังคับให้ดอกเบี้ยในประเทศอื่น ๆ ต้องอยู่ระดับสูงนานกว่าที่คิด เรามองว่าควรมีการป้องกันความผันผวนของตลาดโดยรวม เช่น การถือสถานะซื้อในดัชนีความผันผวนของหุ้น (Equity volatility indexes: ดัชนีที่สะท้อนความผันผวนที่ตลาดคาด เช่น VIX)