ยูโรเร่งปรับตัวลงต่อหลัง ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็น 2.50% เมื่อวันที่ 10 กันยายน ส่งผลให้ EUR/USD ปรับตัวลงทุกเซสชันนับจากนั้น และล่าสุดซื้อขายอยู่เหนือ 1.1450 เล็กน้อย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ขณะที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยตามในวันพุธ สู่กรอบ 3.75–4.00% ทำให้จุดกึ่งกลางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3.875% ดังนั้นส่วนต่างเมื่อเทียบกับ ECB ยังอยู่ที่ 1.375 จุดเปอร์เซ็นต์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากก่อนการประชุมของทั้งสองธนาคารกลาง โดยประมาณการของเฟดล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อสหรัฐจะกลับสู่ 2% ในปี 2029 ขณะที่มุมมองล่าสุดของ ECB ชี้ว่าเงินเฟ้อยูโรโซนปีหน้าจะอยู่ที่ 2.5%
ตลาดหันไปจับตาตัวเลขประมาณการเงินเฟ้อยูโรโซนเดือนสิงหาคม (final) ซึ่งจะเผยแพร่เวลา 09:00 GMT วันพฤหัสบดี โดยคาดว่า Core HICP จะอยู่ที่ 2.4% ไม่เปลี่ยนจากตัวเลขเบื้องต้น (flash) ขณะเดียวกัน Lane หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ECB มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์เวลา 07:00 GMT ก่อนการประชุมนโยบายครั้งถัดไปวันที่ 29 ตุลาคม ระดับทางเทคนิคที่ถูกอ้างถึง ได้แก่ แนวต้านที่ 1.1500, เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โปเนนเชียล 50 วัน (50-day EMA) ใกล้ 1.1550 และ 1.1600 ส่วนแนวรับอยู่แถว 1.1450 ตามด้วย 1.1400 และฐานช่วงต้นเดือนสิงหาคมราว 1.1350; ค่า Stoch RSI อยู่ที่ 15 ข้อมูลบริบทตลาดแยกต่างหากระบุว่า ยูโรคิดเป็น 31% ของธุรกรรม FX ในปี 2022 โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์; EUR/USD คิดเป็นราว 30% ของการซื้อขาย เทียบกับ EUR/JPY 4%, EUR/GBP 3% และ EUR/AUD 2% และเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 4 ประเทศของยูโรโซนคิดเป็น 75% ของผลผลิตยูโรโซน
ความผันผวนระยะสั้นและเซ็ตอัปการเทรดเชิงแทคติก
เรามองว่านักเทรดอนุพันธ์ควรเตรียมรับความผันผวนในช่วง 1–2 สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่ EUR/USD แกว่งใกล้ 1.1450 หลังการตัดสินใจดอกเบี้ยนโยบายล่าสุดของธนาคารกลาง แม้แนวโน้มภาพใหญ่ยังเป็นขาลงชัดเจน แต่ Stochastic RSI รายวันตึงตัวมากที่ระดับ 15 บ่งชี้โอกาสเกิดการดีดกลับระยะสั้น เราแนะนำให้จับตาระดับ 1.1500 อย่างใกล้ชิดในฐานะจุด pivot สำคัญสำหรับการเข้าเทรดเชิงแทคติก
เมื่อพิจารณาพลวัตในอดีต EUR/USD ยังเป็นคู่เงินที่มีการซื้อขายหนาแน่นที่สุดในโลก คิดเป็นราว 30% ของปริมาณซื้อขายตลาดอัตราแลกเปลี่ยนรายวันระดับ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) เมื่อสภาพคล่องขนาดใหญ่นี้เข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (oversold) อย่างสุดโต่ง การปิดสถานะชอร์ต (short-covering) มักกระตุ้นให้เกิดแรงดีดขึ้นที่รวดเร็วและเป็นเพียงชั่วคราว เราสามารถใช้รูปแบบเชิงประวัติศาสตร์นี้เพื่อวางโครงสร้างกลยุทธ์ออปชันที่จำกัดความเสี่ยง แทนการไล่ตามเทรนด์ขาลงในทันที
สำหรับนักเทรดระยะสั้น เราแนะนำใช้ bull call spread แบบแคบ หรือซื้อคอลออปชันอายุสั้น โดยตั้งเป้าการฟื้นตัวไปทดสอบแนวต้าน 1.1500 อย่างไรก็ดี ต้องมองเป็นการเล่นสวนเทรนด์เท่านั้น และควรคุมขนาดสถานะให้อนุรักษ์นิยม การปิดเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โปเนนเชียล 50 วันใกล้ 1.1550 ในกรอบรายวัน จะเป็นสัญญาณการกลับตัวที่แข็งแรงขึ้น แต่เราคาดว่าฝั่งขายจะป้องกันบริเวณนี้อย่างหนาแน่น
มุมมองขาลงระยะกลางและกลยุทธ์ออปชัน
ในระยะกลาง เราให้น้ำหนักกับการตั้ง bear put spread เมื่อแรงรีบาวด์ที่คาดไว้เริ่มแผ่วลงบริเวณ 1.1500 หรือ 1.1550 แนวทางนี้มุ่งเป้าการปรับลงสู่แนวรับสำคัญที่ 1.1400 และ 1.1350 ซึ่งสอดคล้องกับส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (yield gap) ที่ยังเอื้อดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ที่ 3.75–4.00% เทียบกับ ECB ที่ 2.50% ความได้เปรียบด้านผลตอบแทนนี้มีแนวโน้มกดดันยูโรต่อไปในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
เริ่มต้นเทรดเดี๋ยวนี้ — คลิกที่นี่เพื่อสร้างบัญชีจริงของคุณกับ VT Markets