ข้อมูลของ BNY ชี้ว่า กระแสเงินของลูกค้าที่เข้าลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ยังคง “วางโพซิชัน” รองรับความเสี่ยงเงินเฟ้อ แม้สัดส่วนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น “เฮดจ์เงินเฟ้อ” โดยตรงที่สุดจะเริ่มเย็นลงก็ตาม โดยตัวชี้วัด iFlow equity inflation style indicator ของธนาคารประเมินความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนของกลุ่มอุตสาหกรรม (industry-group) กับการเคลื่อนไหวของอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์แบบ breakeven อายุ 2 ปี จากนั้นนำไปเทียบกับข้อมูล “กระแสเงินที่ไหลเข้าเร็วกว่า” ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อวัดความอ่อนไหวต่อเงินเฟ้อของการวางโพซิชัน
ความไม่สอดคล้องนี้ปรากฏชัดในเดือนพฤษภาคม เมื่อ breakeven inflation ลดลงตามราคาพลังงานที่อ่อนตัว แต่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อสูงกลับไม่เจอแรงไหลออกในระดับเดียวกัน ช่องว่างระหว่างกระแสเงินหุ้นที่เชื่อมโยงกับเงินเฟ้อและระดับ breakeven ขณะนี้กว้างที่สุดในรอบ 18 เดือน สะท้อนว่า “ภาวะเงินเฟ้อลดลงจากพลังงาน” ยังไม่แปลเป็นการลดการเปิดรับความเสี่ยงเงินเฟ้อในวงกว้าง across sectors กระแสเงินยังคงมีลักษณะเชิงรับ (defensive) สะท้อนโฟกัสต่อพลวัตตลาดแรงงานและแรงกดดันด้านราคาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ขณะที่ภาวะการเงินผ่อนคลายถูกมองว่าเป็นแรงหนุน หากเงินเฟ้อที่อ่อนลงมาจากการปรับสู่สมดุลฝั่งอุปทาน มากกว่ามาจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ
ความกังวลเงินเฟ้อยังฝังแน่น แม้ breakeven ลดลง
ขณะนี้เราเห็นความไม่สอดคล้องครั้งใหญ่ในตลาด กล่าวคือ แม้ความคาดหวังเงินเฟ้อจะลดลงจากราคาพลังงานที่ถูกลง แต่กระแสเงินในตลาดหุ้นยังคงวางโพซิชันรับมือแรงกดดันด้านราคาที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ช่องว่างระหว่างโพซิชันของนักลงทุนกับเงินเฟ้อที่ตลาดกำหนดราคาไว้ กว้างที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2025
สิ่งนี้บอกเราว่า ตลาดกังวลเงินเฟ้อจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่พลังงาน เช่น ค่าแรงและการลงทุนด้านเทคโนโลยี รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายนที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสนับสนุนมุมมองดังกล่าว โดยค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยยังขยายตัวดื้อดึงที่ 4.1% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ยังเหนียวตัว อยู่ที่ 3.6% ในรายงานล่าสุด สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาพื้นฐานไม่ได้จางลงเร็วเท่าที่ตัวเลขพาดหัว (headline) ชี้นำ
กลยุทธ์อนุพันธ์ท่ามกลางสภาพแวดล้อมมหภาคที่ไม่แน่นอน
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ ความตึงเครียดดังกล่าวบ่งชี้ว่า implied volatility มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เรามองเห็นโอกาสในกลยุทธ์ขายพุต (puts) ระยะสั้นที่อยู่นอกเงิน (out-of-the-money) บนดัชนีวงกว้าง เช่น S&P 500 กลยุทธ์นี้ช่วยเก็บพรีเมียมจากความกลัวที่สูงขึ้น โดยอิงมุมมองว่า ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นควรจำกัดโอกาสเกิดการปรับฐานรุนแรงของตลาดในระยะนี้
เรายังเชื่อในการใช้ออปชันเพื่อสะท้อนมุมมองราย “เซกเตอร์” ที่มีค่าเบตาต่อเงินเฟ้อสูง เช่น อุตสาหกรรม (industrials) และวัสดุ (materials) การซื้อคอลสเปรด (call spreads) บน ETF กลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง XLI อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มต้นทุนเพื่อรับอัพไซด์ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสเงินเชิงรับที่สังเกตได้ และการที่นักลงทุนยังลังเลจะลดเฮดจ์เงินเฟ้อของตน
สถานการณ์นี้ให้ความรู้สึกคล้ายตลาดผันผวนช่วงปลายปี 2022 เมื่อผู้ลงทุนพยายามประเมินเส้นทางนโยบายของเฟดหลังช็อกเงินเฟ้อระยะแรก ช่วงนั้นตลาดแกว่งตัวในกรอบ (range-bound) เป็นเวลานาน ซึ่งเอื้อต่อผู้ขายความผันผวน ภายใต้ความไม่แน่นอนในปัจจุบัน เรามองว่ากลยุทธ์อย่างไอรอนคอนดอร์ (iron condors) บนดัชนีอาจทำผลงานได้ดีในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
เพื่อเฮดจ์ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อเหนียวตัวอาจกำลังบดบังสัญญาณการชะลอตัวของอุปสงค์อย่างฉับพลัน เรากำลังพิจารณาซื้อพุตระยะยาว (longer-dated puts) บนหุ้นกลุ่ม consumer discretionary ซึ่งเป็นการปกป้องพอร์ตด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างถูก หากเรื่องเล่าในตลาดเปลี่ยนจาก “เงินเฟ้อเหนียวตัว” ไปสู่ “เศรษฐกิจชะลอตัวจริง” นี่เป็นเฮดจ์สำคัญต่อความเป็นไปได้ที่ภาวะเงินเฟ้อลดลงในปัจจุบันอาจไม่เป็นบวกอย่างที่เห็นในตอนแรก
เริ่มต้นเทรดเดี๋ยวนี้ — คลิกที่นี่เพื่อสร้างบัญชีจริงของคุณกับ VT Markets