USD/JPY ขยายการรีบาวด์จากโซน 160.50–160.45 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองสัปดาห์ที่ทำไว้เมื่อวันศุกร์ โดยปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สองและกลับมามุ่งสู่ 162.00 ในช่วงการซื้อขายเอเชีย การฟื้นตัวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการจับตาความเสี่ยง “แทรกแซงค่าเงิน” ของญี่ปุ่นที่เข้มข้นขึ้น หลังเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณพร้อมตอบสนองต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนชะลอการขายเยนอย่างรุนแรงและจำกัดแรงขึ้นของคู่เงิน
เงินเยนยังถูกกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและแรงหนุนจากธุรกรรมแคร์รี่เทรด ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.00% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงกรอบอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายไว้ที่ 3.5% ถึง 3.75% ทำให้ส่วนต่างยังเอื้อให้ดอลลาร์ได้เปรียบ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังหนุน USD ด้วย โดยอิหร่านพยายามเพิ่มการควบคุมเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ พร้อมแผนเรียกเก็บค่าบริการจากเรือที่ผ่านทาง แม้สหรัฐจะปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวก็ตาม ขณะเดียวกัน ข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐที่อ่อนลงได้ลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และราคาน้ำมันดิบที่ปรับลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจำกัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์ในวงกว้างและลดแรงส่งต่อของ USD/JPY
ความเสี่ยงแทรกแซงและส่วนต่างดอกเบี้ยหนุน USD/JPY
ณ วันนี้ 6 กรกฎาคม 2026 เราเห็นคู่เงิน USD/JPY เคลื่อนไหวกลับเข้าใกล้ระดับ 162.00 อีกครั้ง ซึ่งเพิ่มความตึงเครียดในตลาด การรีบาวด์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากร่วงลงสู่บริเวณ 160.50 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ประเด็นหลักยังคงเป็นความเป็นไปได้สูงที่เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซง เราควรนึกถึงการปรับตัวลงอย่างรวดเร็วหลายเยนที่เกิดขึ้นหลังการดำเนินการของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นในปี 2024 เมื่อคู่เงินทะลุระดับสำคัญในลักษณะใกล้เคียงกัน
ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับสูงยังคงเป็น “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ที่ชัดเจน โดยอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอยู่ที่ 3.75% ขณะที่ BOJ ปรับขึ้นอย่างระมัดระวังมาเพียง 1.00% เท่านั้น ช่องว่าง 2.75% นี้ยังทำให้แคร์รี่เทรด—กู้ยืมเงินเยนไปซื้อดอลลาร์เพื่อรับส่วนต่าง—ยังคงให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ และเป็นแรงสนับสนุนให้ USD/JPY อยู่ในระดับสูง
กลยุทธ์นักเทรดท่ามกลางความผันผวนและปัจจัยพื้นฐานสหรัฐที่เปลี่ยนไป
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ สภาพแวดล้อมเช่นนี้สะท้อน “ความผันผวน” อย่างชัดเจน ภัยคุกคามจากการแทรกแซงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้ความผันผวนโดยนัย (implied volatility) อยู่ในระดับสูง โดยดัชนี Cboe FX Yen Volatility Index ล่าสุดซื้อขายใกล้ 10.5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้กลยุทธ์ซื้อออปชัน เช่น การซื้อพุต (put) บน USD/JPY ดูน่าสนใจ เพื่อเก็งกำไรจากการปรับลงฉับพลันและรุนแรงหากมีมาตรการทางการ
ฝั่งสหรัฐ เราเห็นเหตุผลที่ต้องระมัดระวังต่อแรงแข็งค่าของดอลลาร์เพิ่มเติม รายงาน Nonfarm Payrolls เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาออกมาต่ำกว่าคาด โดยการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 185,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักการเดิมพันต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงปลายปีนี้ ตามเครื่องมือ CME FedWatch ความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นมาอยู่เหนือ 65% แล้ว
นอกจากนี้ การร่วงลงของราคาน้ำมันดิบล่าสุด โดย WTI ซื้อขายบริเวณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังช่วยคลายความกังวลเงินเฟ้อ ทำให้ Fed มีพื้นที่มากขึ้นในการ “รอประเมิน” หรือแม้แต่พิจารณาผ่อนคลายนโยบาย ซึ่งอาจจำกัดอัพไซด์ของดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดต่อเนื่องบริเวณเส้นทางเดินเรือสำคัญในตะวันออกกลางยังคงสร้างแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในระดับหนึ่ง
จากสัญญาณที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ เราเห็นว่าการถือสถานะ Long USD/JPY แบบตรงตัว (outright) มีความเสี่ยงสูงเกินไปในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า กลยุทธ์ที่รอบคอบกว่าคือใช้อานุภาพของอนุพันธ์เพื่อกำหนดความเสี่ยงให้ชัดเจน เช่น ซื้อออปชันคอล (call) บน JPY หรือซื้อพุตบน USD/JPY โดยเลือกอายุสัญญาปลายเดือนกรกฎาคมหรือเดือนสิงหาคม วิธีนี้ช่วยวางสถานะเพื่อรับโอกาสจากการปรับลงที่อาจเกิดจากการแทรกแซง ขณะเดียวกันจำกัดผลขาดทุนสูงสุด หากแคร์รี่เทรดยังผลักดันให้คู่เงินไต่ระดับขึ้นต่อไป
เริ่มต้นเทรดเดี๋ยวนี้ — คลิกที่นี่เพื่อสร้างบัญชีจริงของคุณกับ VT Markets