การส่งออกของไทยเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 10.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำกว่าคาดการณ์จากแบบสำรวจของบลูมเบิร์กที่ 12.7% และชะลอลงจากเดือนเมษายนที่ 23.1% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน การส่งออกภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อน เทียบกับ 27.5% ก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัว 32.5% จาก 64.6% ในเดือนเมษายน ขยายตัวเป็นเลขสองหลักต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ด้านการส่งออกสินค้าเกษตรหดตัว 3.1% หลังเพิ่มขึ้น 17.9% ขณะที่การส่งออกเชื้อเพลิงเร่งขึ้นเป็น 24.2% จาก 12.0% รัฐบาลคาดว่าการส่งออกจะเติบโต 8% ในปี 2026 เมื่อแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า (front-loading) ลดลง
การนำเข้าเพิ่มขึ้น 35.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำกว่าคาดการณ์ 36.3% เล็กน้อย และลดลงจาก 45.0% ในเดือนเมษายน ขณะที่ดุลการค้าขาดดุลแคบลงสู่ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และสวนทางกับคาดการณ์ที่ขาดดุล 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลง โดยรุ่นอายุ 2 ปีลดลง 1bp สู่ 1.12% และรุ่นอายุ 10 ปีลดลง 4bp สู่ 2.03% ขณะที่ดัชนี SET เพิ่มขึ้น 0.7% ค่าเงิน USD/THB อ่อนลง 0.2% สู่ 33.35 เป็นการปรับลงครั้งแรกในรอบ 7 วัน หลังต่างชาติซื้อสุทธิ 42.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดพันธบัตร และ 19.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดหุ้น นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) เงินบาทอ่อนค่า 5.5% เทียบดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับสกุลเงินเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นที่ -3.2% ทำให้เงินบาทเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค
ความแข็งค่าของเงินบาทเปราะบางจากปัจจัยพื้นฐานอ่อนแอ
เราเห็นเงินบาททรงตัวบริเวณ 33.35 ต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ความแข็งค่านี้ดูเปราะบาง การเคลื่อนไหวดังกล่าวขับเคลื่อนโดยกระแสเงินทุนไหลเข้าในตลาดพันธบัตรและหุ้น มากกว่าจะมาจากการปรับดีขึ้นของปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ การที่ตัวเลขการเติบโตของการส่งออกเดือนพฤษภาคมต่ำกว่าคาดอย่างมีนัย ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนต่อเศรษฐกิจ
การชะลอตัวของการส่งออกเหลือ 10.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าคาดมาก สะท้อนอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนลงและการแข่งขันในภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังแข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยบวก แต่ไม่สามารถชดเชยแนวโน้มโดยรวมได้ ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแรงในเชิงโครงสร้างนี้ชี้ว่ามูลค่าพื้นฐานของเงินบาทควรอยู่ในระดับที่อ่อนกว่า
ข้อมูลล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของเดือนมิถุนายน 2026 สนับสนุนมุมมองดังกล่าว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลราว 4% สำหรับเดือนนี้ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ในการประชุมวันที่ 12 มิ.ย. โดยอ้างความกังวลต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวในประเทศที่ไม่สม่ำเสมอ ท่าทีระมัดระวังเช่นนี้แทบไม่ช่วยดึงดูดนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนที่สูงกว่า
ความเสี่ยงเงินทุนต่างชาติไหลกลับและค่าเงินอ่อนค่า
กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าล่าสุดที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ดูเป็นการจัดสรรพอร์ตชั่วคราวมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว เราเชื่อว่ากระแสเงินทุนดังกล่าวอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงในตลาดโลก และอาจไหลกลับได้อย่างรวดเร็ว ข้อเท็จจริงที่ว่าเงินบาทยังเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชียปีนี้ โดยอ่อนค่า 5.5% ยิ่งตอกย้ำความเปราะบาง
ดังนั้น เรามองความแข็งค่าในปัจจุบันเป็นโอกาสในการวางสถานะเพื่อรับประโยชน์จากการกลับมาอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า เรามองการปรับลงของ USD/THB เป็นจุดเข้าซื้อที่เหมาะสมสำหรับการซื้อออปชันประเภทคอล (call options) โดยตั้งเป้าการกลับไปบริเวณ 34.00 กลยุทธ์นี้เปิดโอกาสทำกำไรจากการดีดกลับของคู่เงิน ขณะเดียวกันจำกัดความเสี่ยงหากเงินทุนไหลเข้ายังคงอยู่เกินคาด
สถานการณ์นี้คล้ายวงจรในอดีตที่สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ถูกพยุงชั่วคราวด้วยกระแสเงินทุน ก่อนที่ปัจจัยพื้นฐานจะกลับมามีอิทธิพล ข้อมูลในอดีตชี้ว่าเมื่อสภาวะโลกเปลี่ยน “เงินร้อน” (hot money) สามารถไหลออกอย่างรวดเร็วและทำให้ค่าเงินอ่อนค่าฉับพลัน เราเชื่อว่าความเสี่ยงของการกลับทิศดังกล่าวสำหრგანเงินบาทกำลังเพิ่มขึ้น
เริ่มต้นเทรดเดี๋ยวนี้ — คลิกที่นี่เพื่อสร้างบัญชีจริงของคุณกับ VT Markets