ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ซึ่งติดตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สาม โดยซื้อขายบริเวณ 101.45 ในช่วงการซื้อขายตลาดเอเชียวันพุธ ใกล้ระดับสูงสุดใหม่ในรอบ 13 เดือนที่ 101.45 แรงหนุนมาจากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคสหรัฐที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากการส่งสัญญาณระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน รวมถึงกระแสข่าวอ้างว่ามีข้อตกลงเรื่องการตรวจสอบนิวเคลียร์ ซึ่งถูกโต้แย้งด้วยถ้อยแถลงว่าการเจรจายังไม่เริ่มต้น นอกจากนี้ เตหะรานระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปสู่สถานะก่อนสงคราม และจะยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของอิหร่าน ขณะที่วอชิงตันเป็นเจ้าภาพการหารือระหว่างอิสราเอลและเลบานอน โดยมุ่งเน้นไปที่การหยุดยิงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจยิ่งตอกย้ำการเคลื่อนไหวล่าสุดของดอลลาร์ โดยประมาณการเบื้องต้น (flash) เดือนมิ.ย. ของดัชนี PMI รวม (Composite PMI) ของสหรัฐจาก S&P Global ปรับขึ้นสู่ 52.2 จาก 51.5 ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตเพิ่มเป็น 55.7 จาก 55.1 สูงกว่าคาดการณ์ที่ 54.8 ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการขยับขึ้นเป็น 51.3 จาก 50.7 สูงกว่าคอนเซนซัส 51.0 โดยข้อมูลเงินเฟ้อ PCE เดือนพ.ค. มีกำหนดเผยแพร่ในวันพฤหัสบดี เครื่องมือ CME FedWatch ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.เกือบ 86.1% เพิ่มจาก 61% ก่อนการประชุม FOMC เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เศรษฐกิจสหรัฐโดดเด่นหนุนโมเมนตัมดอลลาร์
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐกำลังทำจุดสูงสุดใหม่บริเวณ 106.25 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เห็นมานานเกือบสองปี ความแข็งแกร่งต่อเนื่องนี้สะท้อนว่าการเดิมพันสวนทางดอลลาร์เป็นการเทรดที่ขาดทุน เราเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวยังมีพื้นที่ไปต่อในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า
การปรับขึ้นรอบนี้ได้แรงหนุนจากสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐทำผลงานเหนือกว่าประเทศอื่น ตอกย้ำธีม “American exceptionalism” โดยดัชนี PMI รวม (flash) ของ S&P Global เดือนมิ.ย. ล่าสุดแตะ 54.6 สะท้อนกิจกรรมทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อ Core PCE ยังเหนียวตัวอยู่ที่ 2.8% ข้อมูลดังกล่าวสวนทางกับสัญญาณเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงจากยุโรปและบางส่วนของเอเชีย
ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงเริ่มสะท้อนมุมมองว่าเฟดจะคุมเข้มนโยบายอย่างมาก (hawkish) โดยเครื่องมือ CME FedWatch บ่งชี้โอกาส 75% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนก.ค. ขณะที่การคาดการณ์การลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไปอย่างชัดเจนถึงปี 2027 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนี้เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดเงินทุนทั่วโลก ช่วยหนุนดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้นต่อ
แรงเสียดทานภูมิรัฐศาสตร์และกลยุทธ์การเทรด
อีกปัจจัยที่เพิ่มความน่าสนใจให้ดอลลาร์คือแรงเสียดทานด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะความตึงเครียดทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับภาษีเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนดังกล่าวสร้างแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ในยามผันผวน เรามองว่านี่เป็นแรงหนุนรอง แต่สำคัญ ต่อมุมมองถือครองดอลลาร์ (long dollar)
สำหรับนักเทรด สภาวะแวดล้อมเช่นนี้ทำให้การซื้อออปชัน Put ในสกุลเงินอย่างยูโร (EUR) หรือเยนญี่ปุ่น (JPY) เทียบดอลลาร์เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นวิธีทำกำไรจากดอลลาร์แข็งค่าต่อไปโดยมีความเสี่ยงจำกัดแบบกำหนดได้ (defined risk) อีกทางเลือกคือการเปิดสถานะ Long ในสัญญาฟิวเจอร์สดัชนีดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรับเอ็กซ์โปเชอร์โดยตรงต่อแนวโน้มขาขึ้นนี้
นอกจากนี้เรายังเห็นว่าอิมพลายด์โวลาติลิตี (implied volatility) ของคู่เงินหลักเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นการขายออปชัน Call ที่อยู่นอกระดับราคา (out-of-the-money) บนคู่ EUR/USD อาจใช้เป็นกลยุทธ์สร้างรายได้ได้ ในอดีต ดอลลาร์มักแข็งค่าก่อนช่วงการขึ้นดอกเบี้ย คล้ายกับที่เห็นในวัฏจักรปี 2022 ซึ่งบ่งชี้ว่าโมเมนตัมมีแนวโน้มเดินหน้าต่อ จนกว่าเฟดจะส่งสัญญาณ “หักหัวเรือ” (pivot) อย่างชัดเจน
เริ่มต้นเทรดเดี๋ยวนี้ — คลิกที่นี่เพื่อสร้างบัญชีจริงของคุณกับ VT Markets