Baker Hughes รายงานว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น โดยยอดรวมขยับขึ้นสู่ 433 แท่น เทียบกับ 431 แท่นในการรายงานครั้งก่อน สะท้อนการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของกิจกรรมขุดเจาะ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้จำนวนแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้น 2 แท่นเมื่อเทียบรายสัปดาห์ ตามข้อมูลล่าสุดของ Baker Hughes โดยตัวเลขแท่นขุดเจาะถูกติดตามอย่างใกล้ชิดในฐานะตัวชี้วัดระยะสั้นของกิจกรรมต้นน้ำ (upstream) ในภาคน้ำมันสหรัฐฯ
การตอบสนองของผู้ผลิตและปัจจัยพื้นฐานตลาดระยะสั้น
เรามองว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันสหรัฐฯ ขยับขึ้นสู่ 433 แท่น แม้เป็นการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณ ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ผลิตกำลังตอบสนองอย่างระมัดระวังต่อราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับค่อนข้างสูง โดยราคายืนเหนือ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นแบบค่อยเป็นค่อยไปต่อกิจกรรมการขุดเจาะในอนาคต
อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของการขุดเจาะนี้ไม่น่าจะส่งผลต่ออุปทานในทันที ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าสำหรับสัญญาใกล้ครบกำหนด (near-term contracts) ขณะเดียวกัน รายงานล่าสุดของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 2.5 ล้านบาร์เรล ทำให้ภาวะตลาดปัจจุบันตึงตัวมากขึ้น เรากำลังติดตามคาดการณ์อุปสงค์ในช่วงฤดูร้อนอย่างใกล้ชิด โดย AAA ประเมินว่าจะอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี
โอกาสเกิดความผันผวนและกลยุทธ์การซื้อขาย
สัญญาณที่ขัดแย้งกันระหว่างสต็อกปัจจุบันที่ตึงตัว และความเป็นไปได้ของการเติบโตด้านการผลิตในอนาคต สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความผันผวนที่สูงขึ้น เราเห็นว่า การเข้าซื้อกลยุทธ์ straddles หรือ strangles บนสัญญา WTI เดือนหน้า (front-month) เป็นแนวทางที่น่าสนใจ กลยุทธ์ดังกล่าวได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมีนัยสำคัญไม่ว่าทิศทางใด ซึ่งเรามองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น
นอกจากนี้ เรายังพิจารณาการตั้งสถานะ calendar spreads โดยขายสัญญาระยะยาว เช่น ฟิวเจอร์สเดือนธันวาคม 2026 ขณะเดียวกันซื้อสัญญาระยะใกล้ เช่น สิงหาคม 2026 สถานะนี้จะทำกำไรได้หากส่วนหน้าของเส้นโค้งราคา (front of the curve) แข็งแรงขึ้นเมื่อเทียบกับส่วนท้าย (back) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อกิจกรรมขุดเจาะเริ่มฟื้นตัว แม้ข้อมูลจำนวนแท่นขุดเจาะครั้งนี้จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่สนับสนุนมุมมองฝั่งขาลงในระยะยาวของสเปรดดังกล่าว