ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลัก 25 เบสิสพอยต์ในการประชุมเดือนมิถุนายน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์หลัก (main refinancing rate) อยู่ที่ 2.4% ขณะที่อัตราดอกเบี้ย marginal lending และ deposit facility เพิ่มขึ้นเป็น 2.65% และ 2.25% ตามลำดับ ในประมาณการของเจ้าหน้าที่ ECB คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไป (headline) จะเฉลี่ย 3.0% ในปี 2026 ก่อนชะลอลงเป็น 2.3% ในปี 2027 และ 2.0% ในปี 2028; ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (core) อยู่ที่ 2.5% ในปี 2026 และ 2027 ก่อนลดลงเป็น 2.2% ในปี 2028 ด้านการเติบโตเศรษฐกิจคาดไว้ที่ 0.8% ในปี 2026 เพิ่มเป็น 1.2% ในปี 2027 และ 1.5% ในปี 2028 ขณะเดียวกัน ECB ย้ำแนวทางพึ่งพาข้อมูล (data-dependent) ตัดสินใจเป็นรายประชุม (meeting-by-meeting) และระบุว่าไม่ได้ยึดติดล่วงหน้ากับเส้นทางดอกเบี้ย (rate path)
เจ้าหน้าที่ชี้ว่าช็อกด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งกำลังกระจายเข้าสู่ระดับราคาที่กว้างขึ้น และระบุว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจดันเงินเฟ้อขึ้นเหนือ 2% ในครึ่งแรกของปี 2027 ก่อนกลับสู่เป้าหมายในฤดูใบไม้ร่วงปี 2027 โดยความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวถูกอธิบายว่าอยู่ “ราว 2%” ความเสี่ยงต่อการเติบโตถูกประเมินว่าเอนเอียงไปทางขาลง ขณะที่ความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อเอนเอียงไปทางขาขึ้น และ ECB ระบุว่าจะติดตามขนาดและความยืดเยื้อของการปรับขึ้นราคาพลังงาน พอร์ต APP และ PEPP กำลังหดตัวลงจากการที่ยูโรซิสเท็มหยุดนำเงินจากพันธบัตรที่ครบกำหนดไปลงทุนต่อ (หยุด reinvest) ขณะที่เงินยูโรแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดย EUR/USD อยู่ที่ 1.1535
การสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงเงินเฟ้อและความกังวลการเติบโต
เรามองว่าการขึ้นดอกเบี้ย 25 เบสิสพอยต์ของ ECB เป็นสัญญาณชัดเจนว่า “เงินเฟ้อ” คือความกังวลหลัก แม้เศรษฐกิจจะอ่อนแรงลง ซึ่งก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเมื่อความเสี่ยงเงินเฟ้อด้านขาขึ้นปะทะกับความเสี่ยงการเติบโตด้านขาลง เราเชื่อว่าความตึงเครียดดังกล่าวจะทำให้ตลาดผันผวนต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า และเอื้อต่อกลยุทธ์ที่คำนึงถึงความไม่แน่นอน
ข้อมูลเงินเฟ้อยูโรโซนล่าสุดเดือนพฤษภาคมที่ 3.2% สนับสนุนท่าที “เข้มงวด” (hawkish) ของ ECB และบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคากำลังกระจายกว้างเกินกว่าแค่หมวดพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ช่วงหลังซื้อขายเหนือ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ความเป็นไปได้ของช็อกด้านราคาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้มีโอกาสน้อยมากที่ ECB จะส่งสัญญาณ “พัก” วงจรคุมเข้มนโยบายในเร็วๆ นี้
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจภาคธุรกิจล่าสุดอย่าง HCOB Flash PMI ยืนยันสัญญาณชะลอตัว โดยดัชนียังอยู่ในโซนหดตัวต่ำกว่า 50 สะท้อนภาพคล้ายปี 2022 ที่ธนาคารกลางจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย เราไม่คาดว่าการเติบโตเศรษฐกิจจะเป็นแรงหนุนสินทรัพย์ยุโรปในระยะใกล้
นัยต่อตลาดและกลยุทธ์การเทรด
สำหรับ EUR/USD ที่ซื้อขายบริเวณ 1.1535 เรามองอัพไซด์จำกัดแม้มีการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตที่อ่อนแอจำกัดศักยภาพการแข็งค่าของยูโร โดยมีแนวต้านทางเทคนิคกระจุกตัวบริเวณ 1.1670-1.1690 เรามองการรีบาวด์ขึ้นไปแถวดังกล่าวเป็นโอกาสในการเปิดสถานะฝั่งขาลง (bearish) และให้น้ำหนักต่อการใช้ตราสารออปชัน เช่น ซื้อพุต (put) เพื่อรับความเสี่ยงขาลงพร้อมบริหารความเสี่ยง
ในตลาดอัตราดอกเบี้ย การย้ำแนวทางพึ่งพาข้อมูลของ ECB หมายความว่าอัตราผลตอบแทนระยะสั้นจะไวต่อรายงานเงินเฟ้อที่ประกาศออกมาอย่างมาก สัญญาณที่ขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลเงินเฟ้อและการเติบโตมีแนวโน้มทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนแบนลง (flatter yield curve) กล่าวคือ ความคาดหวังดอกเบี้ยระยะสั้นปรับขึ้น ขณะที่ความกังวลการเติบโตระยะยาวกดดันพันธบัตรอายุยาว ซึ่งชี้ว่าผู้เทรดอาจวางสถานะเพื่อเก็ง “ส่วนต่างที่แคบลง” ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปีและ 10 ปี
ด้วยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังสูงและเส้นทางนโยบายของ ECB ที่ไม่แน่นอน เราคาดว่าความผันผวนโดยนัย (implied volatility) จะยังอยู่ในระดับรองรับได้ในหลายสินทรัพย์ เราเห็นคุณค่าในกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งตัวของราคา มากกว่าการเลือกทิศทาง การถือครองความผันผวน (owning volatility) ผ่านเครื่องมืออย่างออปชันบนดัชนี Euro Stoxx 50 อาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการรับมือช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า