ยอดค้าปลีกของยูโรโซนปรับตัวลดลง 0.4% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนเมษายน แย่กว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลง 0.3% ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าอัตราการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงต้นไตรมาส 2 ชะลอลงเล็กน้อย หลังจากก่อนหน้านี้เศรษฐกิจบางส่วนของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลร่วมยังแสดงความยืดหยุ่นได้ดี
การออกมาต่ำกว่าคาดสะท้อนว่าครัวเรือนอาจเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นยังคงส่งผ่านผลกระทบต่อเนื่อง เมื่อยอดขายลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ การเปิดเผยครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำว่าความต้องการภายในประเทศยังคงไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งยูโรโซน แม้แนวโน้มเงินเฟ้อโดยรวมจะชะลอลงต่อเนื่อง
นัยต่อการเติบโตเศรษฐกิจและนโยบายการเงิน
ตัวเลขยอดค้าปลีกเดือนเมษายนที่อ่อนแอกว่าคาดสะท้อนว่าผู้บริโภคยูโรโซนยังลังเล เรามองว่านี่เป็นสัญญาณชัดเจนของโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ชะลอลงเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ซึ่งสนับสนุนมุมมองเชิงระมัดระวังของเราต่อแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจยุโรปในไตรมาส 3
ข้อมูลดังกล่าวมีแนวโน้มจะผลักดันให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีท่าที “ผ่อนคลาย” (dovish) มากขึ้นในการประชุมครั้งถัดไป โดยล่าสุดเงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ของยูโรโซนชะลอลงมาอยู่ที่ 2.3% ในเดือนพฤษภาคม ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้เหตุผลในการคงอัตราดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในอนาคต มีน้ำหนักมากขึ้น ดังนั้นเราจึงมองไปที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย (interest rate futures) ที่จะได้ประโยชน์หากการคุมเข้มนโยบายการเงินที่วางแผนไว้ถูกเลื่อนออกไป
มุมมองหลักของเราคือเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เราคาดว่าคู่ EUR/USD อาจกลับไปทดสอบระดับ 1.06 อีกครั้งในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่งกว่า ด้วยเหตุนี้ เรากำลังพิจารณาซื้อออปชันแบบพุท (put options) บนเงินยูโรเพื่อวางสถานะรับการปรับลงดังกล่าว
ผลกระทบต่อตลาดและอุตสาหกรรม: ดัชนีหุ้น กลุ่มอุตสาหกรรม และความผันผวน
การชะลอตัวของการใช้จ่ายผู้บริโภคเป็นแรงกดดันต่อดัชนีหุ้นยุโรปในวงกว้าง โดยดัชนี DAX ของเยอรมนีและ CAC 40 ของฝรั่งเศสมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ จากการพึ่งพาอุปสงค์ภาคผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม เราเชื่อว่าการขายฟิวเจอร์สดัชนีหรือการซื้อพุทสเปรด (put spreads) บนดัชนีเหล่านี้ เป็นแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงหรือสร้างผลตอบแทนจากโอกาสขาลงที่อาจเกิดขึ้น
โดยเฉพาะ เราโฟกัสไปที่กลุ่มสินค้าและบริการฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหดตัวของการใช้จ่ายดังกล่าว แบรนด์หรูและผู้ผลิตยานยนต์ยุโรปมีระดับมูลค่าหุ้น (valuation) ปรับขึ้นมากในปีนี้ ทำให้มีความเปราะบางต่อการปรับฐาน เรากำลังพิจารณาซื้อพุทบน ETF รายกลุ่มหลัก หรือเลือกหุ้นรายตัวที่มีมูลค่าสูงเกินพื้นฐานภายในกลุ่มดังกล่าว
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเพิ่มความผันผวนของตลาดจากระดับต่ำในปัจจุบัน โดยดัชนี VSTOXX ซึ่งวัดความผันผวนของ Euro STOXX 50 ปัจจุบันซื้อขายใกล้ระดับ 15 ซึ่งในอดีตมักเป็นระดับที่เกิดขึ้นก่อนการปรับฐานของตลาด เราเชื่อว่าการซื้อคอลออปชัน (call options) บน VSTOXX เป็นเครื่องมือเฮดจ์ต้นทุนคุ้มค่าสำหรับพอร์ตการลงทุนของเรา เพื่อรับมือความเสี่ยงที่ตลาดอาจปรับตัวลง