EUR/USD ทรงตัวแถว 1.1631 ในวันอังคาร แทบไม่เปลี่ยนแปลงหลังแตะ 1.1655 โดยเงินดอลลาร์สหรัฐได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่แข็งแกร่งและพาดหัวข่าวภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ภาวะรับความเสี่ยง (risk sentiment) ยังอยู่ในเชิงบวกจากแรงหนุนของหุ้นที่ได้อานิสงส์จาก AI ทว่าแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาเป็นระยะ ๆ ขณะที่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่เกี่ยวกับการเจรจาสหรัฐ–อิหร่าน และมีการกลับมาปะทะกันระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ทรงตัวที่ 99.17 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 1 bp สู่ 4.461% ด้านข้อมูลสหรัฐ จำนวนตำแหน่งงานว่าง JOLTS เดือนเมษายนเพิ่มขึ้นสู่ 7.618 ล้านตำแหน่งจาก 6.866 ล้าน สูงกว่าคาดการณ์ที่ 6.88 ล้าน และตลาดหันไปจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคม ควบคู่กับรายงาน Beige Book ของเฟดและดัชนี ISM ภาคบริการ
ในยุโรป เงินเฟ้อออกมาร้อนแรงกว่าคาดแต่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดจำกัด โดย HICP ของสหภาพยุโรปเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 3.2% เมื่อเทียบรายปี จาก 3% ก่อนหน้า และสอดคล้องกับคาดการณ์ การสื่อสารของ ECB สะท้อนความพร้อมในการตอบสนอง ขณะที่ภาพทางเทคนิคยังเอนเอียงเชิงลบเล็กน้อย: ราคายังอยู่ต่ำกว่ากลุ่มเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (SMA) สามเส้นที่มาบรรจบกันบริเวณ 1.1667 โดย RSI 14 งวดอยู่ใกล้ 45 แนวต้านอยู่ที่ 1.1667 และราว 1.1804 ส่วนแนวรับจับตาแถว 1.1592 และแนวรับกว้าง ๆ อยู่ใกล้ 1.1219
ความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐ นโยบายเฟด และปัจจัยขับเคลื่อนด้านภูมิรัฐศาสตร์
เรามองว่าคู่ EUR/USD กำลังแกว่งพักฐานบริเวณระดับ 1.0850 ในช่วงเริ่มต้นเดือนมิถุนายน ดอลลาร์สหรัฐได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งทรงตัวใกล้ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนระมัดระวังก่อนการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดสะท้อนภาพผสม ซึ่งเราเชื่อว่าจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังคง “คงดอกเบี้ย” ต่อไปในระยะนี้ รายงาน JOLTS ล่าสุดระบุว่าจำนวนตำแหน่งงานว่างลดลงสู่ 8.1 ล้านตำแหน่ง ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำในเชิงประวัติศาสตร์ที่ 3.9% และเมื่อเงินเฟ้อพื้นฐานยังเหนียวตัวเหนือ 3% เฟดจึงแทบไม่มีแรงจูงใจที่จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
แนวโน้มยูโรโซน ความแตกต่างเชิงนโยบายของ ECB และกลยุทธ์การเทรด
ฝั่งยุโรป สถานการณ์ชี้ไปสู่ “ความแตกต่างด้านนโยบาย” ที่สำคัญซึ่งเราสามารถวางโพซิชันได้ แม้เงินเฟ้อยูโรโซนเดือนพฤษภาคมจะขยับขึ้นสู่ 2.6% แต่ตลาดส่วนใหญ่มองว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยครั้งแรกภายในเดือนนี้ ช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างเฟดที่อดทนรอ กับ ECB ที่เริ่มผ่อนคลาย จะกดดันพื้นฐานของค่าเงินยูโรในทิศทางอ่อนค่า
ด้วยการประกาศตัวเลข Nonfarm Payrolls ของสหรัฐในวันศุกร์นี้ เรากำลังเตรียมรับมือความผันผวนที่อาจพุ่งสูง โดยพิจารณากลยุทธ์ที่สามารถทำกำไรจากการแกว่งตัวแรงของราคา เช่น การซื้อสแตรดเดิล (straddle) หรือสแตรงเกิล (strangle) บน EUR/USD หากตัวเลขการจ้างงานเบี่ยงเบนมากจากคาดการณ์ที่ 180,000 ราย ก็อาจทำให้คู่เงินหลุดออกจากกรอบแคบปัจจุบันได้ไม่ยาก
มุมมองหลักของเรายังเป็น “ขาลง” สำหรับยูโร และเราใช้ตราสารออปชันเพื่อสะท้อนมุมมองนี้ โดยเข้าซื้อออปชัน Put ของ EUR/USD แบบนอกเงิน (out-of-the-money) ที่มีวันหมดอายุช่วงปลายเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นวิธีที่กำหนดความเสี่ยงได้ชัดเจน เพื่อทำกำไรหากคู่เงินหลุดต่ำกว่าแนวรับสำคัญ 1.0800 อย่างเด็ดขาดหลังการประกาศของธนาคารกลาง
อย่างไรก็ดี เราต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจสวนทางกับมุมมองนี้ โดยเฉพาะหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนตัวลงอย่างฉับพลันจนเพิ่มการเดิมพันต่อการลดดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของความต้องการรับความเสี่ยงในวงกว้าง เช่น แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของกลุ่มเทคโนโลยี ก็อาจลดบทบาทเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้น โพซิชันฝั่งขายควรถูกบริหารด้วยกรอบความเสี่ยงที่ชัดเจน