ทองคำ (XAU/USD) ขยับขึ้นเล็กน้อยเข้าใกล้ 4,500 ดอลลาร์ในช่วงเช้าตลาดเอเชียวันศุกร์ ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน หลังมีรายงานว่าสหรัฐและอิหร่านบรรลุ “ข้อตกลงเบื้องต้น” เพื่อขยายเวลาหยุดยิง บลูมเบิร์กระบุว่า ข้อเสนอจะเพิ่มระยะเวลาพักรบอีก 60 วัน และเปิดทางให้มีการเจรจาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “โครงการนิวเคลียร์” ของอิหร่าน (แผนพัฒนาและควบคุมกิจกรรมนิวเคลียร์ของประเทศ) ทำให้ตลาดคาดว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ 3 เดือนอาจเข้าสู่แนวทางยุติ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐยังไม่รับเงื่อนไข และการขยายเวลาหยุดยิงยังไม่ได้รับการยืนยัน
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ สำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ (BEA) ระบุว่า “ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล” หรือ PCE Price Index (มาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐให้ความสำคัญ) เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนเมษายน จาก 3.5% ก่อนหน้า และสอดคล้องกับคาดการณ์ “Core PCE” (เงินเฟ้อพื้นฐานที่ตัดราคาพลังงานและอาหารซึ่งผันผวนออก) เพิ่มเป็น 3.3% จาก 3.2% ตามคาดเช่นกัน ขณะที่รายเดือน PCE ทั่วไปเพิ่ม 0.4% และ Core PCE เพิ่ม 0.2% แยกกันนั้น สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มทองคำเข้าทุนสำรอง 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2022 สูงสุดต่อปีนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติ โดยปกติราคาทองคำมักเคลื่อนไหว “สวนทาง” กับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (เมื่อดอลลาร์/ผลตอบแทนพันธบัตรขึ้น ทองมักถูกกดดัน) และทองคำมักถูกใช้เป็น “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง” (hedge: การถือสินทรัพย์เพื่อลดความเสียหายจากความเสี่ยง) จากเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงิน
พัฒนาการภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อหนุนการปรับ “ส่วนเพิ่มความเสี่ยง” ของทองคำ
เรามองว่า ข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐและอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทองคำ เนื่องจากข่าวนี้ลด “ส่วนเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitical risk premium: ราคาที่ถูกดันขึ้นเพราะความกังวลสงคราม/ความไม่แน่นอน) ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วยพยุงราคาใกล้ 4,500 ดอลลาร์ แม้ดีลยังไม่สิ้นสุด แต่เป็นสัญญาณลดความตึงเครียดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โอกาสขึ้นต่อของสินทรัพย์ปลอดภัยมีจำกัดในระยะสั้น
ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดที่ PCE อยู่ 3.8% สะท้อนว่าความกดดันด้านราคายังไม่หายไป แต่เป็นไปตามคาด จึงยังไม่มากพอที่จะบีบให้ใช้นโยบายการเงิน “เข้มงวดกว่าคาด” (เช่น ขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าที่ตลาดประเมิน) ในอดีต มาตรการของธนาคารกลางในการสกัดเงินเฟ้อด้วย “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง” ที่สูงขึ้น (real interest rate: ดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ) มักเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทองคำซึ่ง “ไม่มีดอกผล” (non-yielding: ไม่ให้ดอกเบี้ยหรือกระแสเงินสด)
อย่างไรก็ดี เราเห็น “แนวรับ” ของราคาทองคำยังแข็งแรง จากแรงซื้อเชิงโครงสร้างของธนาคารกลางทั่วโลก สภาทองคำโลกเคยรายงานการซื้อจำนวนมากต่อเนื่อง โดยมีการเพิ่มมากกว่า 1,000 ตันเข้าสู่ทุนสำรองทางการในปีเดียวเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี อุปสงค์พื้นฐานนี้น่าจะช่วยกันไม่ให้ราคาร่วงแรง แต่ไม่สามารถกันการปรับฐานได้ หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย
สถานะเก็งกำไรและมุมมองเชิงกลยุทธ์
ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์สหรัฐ (CFTC) ระบุว่า เฮดจ์ฟันด์และนักเก็งกำไรรายใหญ่ถือ “สถานะซื้อสุทธิ” (net long: มูลค่าฝั่งซื้อหักฝั่งขายยังเป็นบวก) ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (gold futures: สัญญาตกลงซื้อขายทองในอนาคต) ในระดับสูงมาก ภาวะที่คนแห่ถือฝั่งเดียวกันเช่นนี้เสี่ยงต่อการ “กลับทิศ” หากมีข่าวบวก เช่น ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน เราคาดว่า หากมีการลดสถานะอย่างรวดเร็ว (unwind: ปิด/ขายเพื่อลดสถานะ) อาจเร่งแรงกดดันขาลงในระยะใกล้
ดังนั้น กลยุทธ์ของเราในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าคือขาย “คอลออปชันนอกเงิน” (out-of-the-money call options: ออปชันซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาด จึงยังไม่คุ้มใช้สิทธิ) เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าเบี้ยที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) โดยมองว่าอัปไซด์ของทองคำเริ่มจำกัด กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์หากราคาทรงตัวหรืออ่อนลง เมื่อส่วนเพิ่มความเสี่ยงลดลง และได้ประโยชน์จากการคาดว่า “ความผันผวนโดยนัย” จะลดลง (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน)