เงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐเร่งขึ้นในเดือนเมษายน โดยสำนักงานวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐ (BEA) รายงานดัชนีราคาหลัก (headline) เพิ่มขึ้น 3.8% เทียบรายปี จาก 3.5% ในเดือนมีนาคม ตรงตามคาด ขณะที่เงินเฟ้อ PCE พื้นฐาน (core: ตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก) อยู่ที่ 3.3% เทียบรายปีตามคาด
รายเดือน PCE headline เพิ่ม 0.4% ส่วน core เพิ่ม 0.2% รายได้ส่วนบุคคลทรงตัว และการใช้จ่ายส่วนบุคคลเพิ่ม 0.5% หลังข้อมูลเผยแพร่ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (USD Index) อ่อนลงจากจุดสูงสุดระหว่างวัน ล่าสุดทรงตัวที่ 99.20
ก่อนประกาศข้อมูล ตลาดคาดว่า core PCE จะเพิ่ม 0.3% รายเดือน และ 3.3% รายปี ขณะที่ headline PCE คาด 3.8% ซึ่งถูกมองว่าเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และสูงสุดนับตั้งแต่พ.ค. 2023 การประเมินผ่านเครื่องมือ CME FedWatch (เครื่องมือคำนวณความน่าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยจากราคาฟิวเจอร์ส) สะท้อนความน่าจะเป็นราว 50% ที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง ขนาด 25 เบสพอยต์ (basis point: 1 เบสพอยต์ = 0.01%) ภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่ TD Securities คาด core และ headline PCE ที่ 0.26% และ 0.43% รายเดือน คิดเป็น 3.3% และ 3.8% รายปี และชี้ว่าการใช้จ่ายส่วนบุคคลทั้งในเชิงมูลค่าเงิน (nominal: ยังไม่หักเงินเฟ้อ) และในเชิงปริมาณจริง (real: ปรับด้วยเงินเฟ้อแล้ว) ชะลอลง
นัยต่อตลาดจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่ง
เมื่อเงินเฟ้อกลับมาเร่ง มุมมองตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนจาก “ลดดอกเบี้ย” ไปเป็น “อาจต้องคงหรือขึ้นดอกเบี้ย” ดัชนี PCE headline ที่ขึ้นมา 3.8% เป็นสัญญาณว่าความกดดันด้านราคาอาจฝังตัว (price pressures becoming entrenched: เงินเฟ้ออยู่ระดับสูงนานและลดลงยาก) ข้อมูลนี้สอดคล้องกับท่าทีระมัดระวังของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และทำให้ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยกลับมาอยู่ในประเด็นอีกครั้ง
ความผันผวนของตลาดอาจสูงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า โดยในอดีตเมื่อเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) มักเพิ่มขึ้น; เช่น ดัชนี VIX (ดัชนีวัดความกลัว/ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ) มักขยับจากโซนระดับสิบกว่าขึ้นไปใกล้ 20 ภาวะแบบนี้ทำให้กลยุทธ์ออปชันที่ได้ประโยชน์จากความผันผวน เช่น “สแตรดเดิล” (straddle: ซื้อออปชันทั้งสิทธิซื้อและสิทธิขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) บนดัชนีหลักอย่าง S&P 500 น่าพิจารณามากขึ้น
รายละเอียดชี้ว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคยังแข็งแรง เพิ่ม 0.5% แม้รายได้ส่วนบุคคลทรงตัว บ่งชี้ว่าผู้บริโภคอาจใช้เงินออมหรือพึ่งพาเครดิตมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดที่ระบุว่าเครดิตผู้บริโภครวมคงค้าง (total consumer credit outstanding: ยอดหนี้สินเชื่อผู้บริโภคที่ยังค้างชำระ) สูงกว่า 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ รูปแบบการใช้จ่ายเช่นนี้ยืนระยะได้ยาก และเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจด้านลบ หากเฟดจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบาย (tighten policy: ขึ้นดอกเบี้ย/ลดสภาพคล่อง) เพิ่มเติม
กลยุทธ์ค่าเงินและมุมมองนโยบาย
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ เงินดอลลาร์มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่า ตลาดกำลังสะท้อนโอกาสราว 50% ของการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มในกรอบเวลาที่ตลาดจับตา ซึ่งหนุนดอลลาร์เทียบสกุลอื่นได้ มุมมองเชิงลบต่อ EUR/USD ยังน่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อคู่เงินทดสอบแนวรับสำคัญแถว 1.1560
ควรจับตาเครื่องมืออนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย (interest rate derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับอัตราดอกเบี้ย เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน/สว็อป) ที่ได้ประโยชน์จากภาพ “ดอกเบี้ยสูงนาน” (higher for longer: คงดอกเบี้ยระดับสูงเป็นเวลานาน) เช่น การพิจารณาออปชันสิทธิขาย (put options: ได้ประโยชน์เมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงลดลง) บนฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสั้น เพราะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยนโยบายของเฟดมากกว่า ถ้อยแถลงเชิงเข้มงวดของเจ้าหน้าที่เฟด (hawkish: ให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อ แม้ต้องคง/ขึ้นดอกเบี้ย) สะท้อนว่าเฟดไม่น่ามองข้ามข้อมูลเงินเฟ้อนี้ ทำให้การถือสถานะเชิงป้องกันความเสี่ยงมีความเหมาะสม