รายได้ส่วนบุคคลของสหรัฐฯ ทรงตัวในเดือนเมษายน อยู่ที่ 0% เมื่อเทียบรายเดือน (month on month: เทียบกับเดือนก่อนหน้า) ขณะที่ตลาดคาดไว้ 0.4% ทำให้ตัวเลขจริงต่ำกว่าคาด 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การเติบโตของรายได้ชะงักลงในช่วงต้นไตรมาส 2 หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดยังคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามประมาณการร่วม (consensus forecast: ค่าเฉลี่ยคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หลายฝ่าย)
สัญญาณเตือนสุขภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภคอ่อนลง
เราเห็นว่าการที่รายได้ส่วนบุคคลเดือนเมษายนทรงตัวที่ 0% เป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพราะตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% การต่ำกว่าคาดสะท้อนว่า “ฐานะการเงินของผู้บริโภค” อ่อนลงเร็วกว่าที่ตลาดประเมิน ซึ่งท้าทายมุมมองที่ว่าผู้บริโภคยังแข็งแรงและเป็นแรงพยุงตลาดอยู่
ตัวเลขรายได้ที่อ่อนลงสอดคล้องกับข้อมูลอื่นที่ออกมาก่อนหน้า โดยยอดค้าปลีก (retail sales: มูลค่าการขายสินค้าปลีก) เดือนเมษายนลดลง 0.2% แบบเหนือความคาดหมาย สะท้อนว่าการใช้จ่ายเริ่มสะดุด ขณะเดียวกันรายงานการจ้างงานล่าสุดยังชี้ว่า “การเติบโตของค่าจ้าง” เย็นลง เหลือ 3.7% ต่อปี (annually: คิดเทียบเป็นรายปี) ทำให้ภาพรวมเริ่มเห็นแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลงชัดขึ้น
สถานการณ์นี้ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐฯ) อยู่ในจุดตัดสินใจยาก เพราะช่วงหลังยังสื่อสารเรื่องคงดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อที่ยังดื้อ (persistent inflation: เงินเฟ้อที่ลดลงช้าและยังอยู่สูง) อย่างไรก็ดี เรามองว่าข้อมูลใหม่เพิ่มโอกาส “ลดดอกเบี้ย” ก่อนสิ้นปีอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งตลาดเพิ่งเริ่มสะท้อนความเป็นไปได้นี้ในราคา (price in: ตีมูลค่าคาดการณ์ไว้ในราคาแล้ว) ในอดีต Fed มักปรับท่าทีเมื่อข้อมูลตลาดแรงงานและการบริโภคอ่อนลง ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณดังกล่าว
การจัดพอร์ตลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
เพื่อตอบรับสถานการณ์ เราเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน “อนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย” (interest rate derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าผันตามอัตราดอกเบี้ย) ที่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยลดลง เช่น ซื้อคอลออปชัน (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคากำหนด) บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และพิจารณาสัญญาฟิวเจอร์ส SOFR ไตรมาส 4 (SOFR: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นของสหรัฐฯ ที่ใช้แทน LIBOR) เครื่องมือเหล่านี้ช่วยเพิ่มความไวต่อการเปลี่ยนแปลงมุมมองนโยบายการเงินด้วยการใช้เงินลงทุนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อสินทรัพย์ตรง (leveraged exposure: การรับความเสี่ยง/โอกาสมากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินที่ใช้)
เรายังคาดว่าความผันผวนของตลาดจะเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนนี้ โดยดัชนี VIX (VIX: ดัชนีความผันผวนที่สะท้อนความกลัวของตลาดจากออปชัน S&P 500) ที่เคลื่อนไหวใกล้ระดับค่อนข้างต่ำราว 16 อาจสะท้อนความเสี่ยงต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับโอกาสเศรษฐกิจถดถอย (economic downturn: ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแรง/ถดถอย) เราจึงซื้อคอลออปชันบน VIX ที่ครบอายุเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม เพื่อป้องกันความเสี่ยงพอร์ต (hedge: ลดผลกระทบขาดทุนเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด) และรับประโยชน์หากความผันผวนพุ่งขึ้น
จากผลกระทบโดยตรงต่อฐานะผู้บริโภค เราจัดพอร์ตเพื่อรับมือหุ้นกลุ่ม “บริโภคตามดุลยพินิจ” (consumer discretionary: สินค้า/บริการที่ไม่จำเป็นและมักถูกตัดลดเมื่อรายได้ตึงตัว) ที่อาจอ่อนแอ โดยซื้อพุตออปชัน (put options: สิทธิในการขายที่ราคากำหนด) บน ETF กลุ่มค้าปลีกและผู้บริโภค (ETF: กองทุนดัชนีซื้อขายเหมือนหุ้น) เพราะเป็นกลุ่มที่เปราะบางเมื่อรายได้ครัวเรือนหยุดโต วิธีนี้ทำให้สามารถวางเดิมพันต่อการปรับลงของกลุ่มดังกล่าวด้วยความเสี่ยงจำกัด (defined-risk: ขาดทุนสูงสุดจำกัดอยู่ที่ค่าเบี้ยออปชัน)