ราคาดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE: Personal Consumption Expenditures เป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบรายไตรมาสในไตรมาส 1 ตรงตามคาดการณ์ของตลาด สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยัง “เหนียว” ในหนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อหลักที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้ติดตาม
ตัวเลขที่ออกมาตามคาดทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อรายไตรมาสแทบไม่เปลี่ยนจากมุมมองของตลาด และเป็นจุดอ้างอิงสำคัญสำหรับการประเมินนโยบายการเงิน ข้อมูลนี้ตอกย้ำความยากในการดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย แม้สภาพอุปสงค์โดยรวม (ความต้องการซื้อในระบบเศรษฐกิจ) จะเปลี่ยนแปลงไป
โฟกัสตลาดเปลี่ยนไปที่ข้อมูลใหม่และความคาดหวังนโยบาย
ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ไตรมาส 1 ที่ 4.5% ตลาดรับรู้ไปแล้ว ประเด็นตอนนี้คือแรงกดดันเงินเฟ้อดังกล่าวยังต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 หรือไม่ หัวใจสำคัญคือคาดการณ์ปฏิกิริยาของเฟดในการประชุมเดือนมิถุนายน
สิ่งที่ต้องจับตาคือข้อมูลที่จะประกาศต่อจากนี้ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานเดือนพฤษภาคม (ตัวเลขตลาดแรงงาน) ที่จะออกสัปดาห์หน้า และตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: Consumer Price Index เป็นเงินเฟ้อจากตะกร้าสินค้า/บริการที่ผู้บริโภคซื้อ) ที่จะประกาศถัดมา ล่าสุด “Core PCE” เดือนเมษายน (เงินเฟ้อ PCE พื้นฐาน ตัดผลของอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก) ชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 0.3% แต่ยังไม่มากพอจะชี้ว่าแนวนโยบายจะเปลี่ยน ตลาดขณะนี้ให้น้ำหนักความเป็นไปได้ราว 65% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% (25 basis points หรือ 25 บีพี เท่ากับ 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์) ในเดือนมิถุนายน และข้อมูลชุดถัดไปจะทำให้มุมมองนี้ “แน่นขึ้น” หรือ “อ่อนลง”
การวางกลยุทธ์ท่ามกลางความผันผวนสูงและความไม่แน่นอนของเฟด
ภายใต้ความไม่แน่นอนนี้ คาดว่าความผันผวนโดยนัย (implied volatility คือระดับความผันผวนที่ตลาด “คาด” จากราคาออปชัน) ในดัชนีหุ้นอย่าง S&P 500 จะยังอยู่ในระดับสูง ดัชนี VIX (ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ) เคลื่อนไหวแถว 19 สะท้อนว่าผู้เล่นตลาดเตรียมรับมือการแกว่งแรงหลังการประกาศข้อมูลรอบถัดไป จึงมองว่ากลยุทธ์ออปชัน (options คือสัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในอนาคต) แบบ “สแตรดเดิล” (straddle คือซื้อทั้งสิทธิซื้อและสิทธิขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อได้ประโยชน์หากราคาขยับแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) น่าสนใจ
อีกด้านหนึ่ง ต้องจับตาตลาดอนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย (interest rate derivatives คือสัญญาการเงินที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย) โดยเฉพาะออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส SOFR (SOFR: Secured Overnight Financing Rate อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตลาดเงินสหรัฐระยะสั้น) เครื่องมือเหล่านี้ชี้ว่าตลาดคาดว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่เคยประเมิน ประสบการณ์ในปี 2022 สะท้อนว่าตลาดมักประเมิน “ความมุ่งมั่น” ของเฟดในการสกัดเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อต่ำไป
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้ผลตอบแทนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม “แยกทาง” มากขึ้น ซึ่งสามารถใช้กลยุทธ์ออปชันเข้าจัดการได้ โดยมองการถือ “พุตออปชัน” (put option คือสิทธิขาย ใช้ป้องกันความเสี่ยง/ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง) ในหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น เทคโนโลยี และสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) ขณะเดียวกันพิจารณา “คอลออปชัน” (call option คือสิทธิซื้อ ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) ในกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรม ซึ่งมักทนทานกว่าในช่วงเงินเฟ้อสูง