BNP Paribas ระบุว่า การเติบโตของสหรัฐที่ทำผลงานดีกว่าประเทศอื่นนับตั้งแต่ปี 2022 มาจาก “ผลิตภาพ” ที่แข็งแกร่งกว่า (productivity: การผลิตได้มากขึ้นต่อแรงงาน/ต่อชั่วโมงทำงาน) มากกว่าผลบวกระยะสั้นจากปัญญาประดิษฐ์ (AI: ระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยวิเคราะห์/ทำงานอัตโนมัติ) หลังเศรษฐกิจยังยืนหยัดได้ท่ามกลางเงินเฟ้อ การคุมเข้มนโยบายการเงิน และภาษีนำเข้า (tariffs: ภาษีที่เก็บกับสินค้านำเข้า) ธนาคารคาดว่าแรงส่งจะต่อเนื่องไปถึงปี 2026 และ 2027 โดยการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพยังเป็นแรงขับหลักของการขยายตัว
หลังเกิด “แรงกระแทก” ชั่วคราวจากโควิดและการปรับฐานในช่วงถัดมา ผลิตภาพแรงงานต่อชั่วโมง (hourly labour productivity: ผลผลิตที่สร้างได้ต่อชั่วโมงทำงาน) เติบโตเฉลี่ยต่อปี 2.4% ในช่วง 2023-2025 เทียบกับ 1.3% ในช่วง 2014-2019 ในระยะกลาง คาดว่า AI จะช่วยหนุนแนวโน้มผลิตภาพให้สูงขึ้นต่อไป และความคาดหวังเรื่องประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจาก AI (efficiency gains: ทำงานได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรเท่าเดิมหรือน้อยลง) ถูกมองว่าเป็นแรงสนับสนุนวัฏจักรการลงทุนรอบปัจจุบัน (investment cycle: ช่วงที่ภาคธุรกิจลงทุนเพิ่มต่อเนื่อง) รายงานระบุว่า หน่วยงาน/สถาบันในสหรัฐมอง AI เป็นปัจจัยหนุนระดับปานกลางต่อการเติบโตของ GDP ระยะยาว (GDP: มูลค่าผลผลิตรวมของประเทศ)
การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ การขยายตัวที่ทนทาน และมุมมองต่อเฟด
เรามองว่าแรงแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบันตั้งอยู่บนการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพที่เห็นได้จริง ไม่ใช่แค่การคาดเดาเรื่อง AI มุมมองนี้สอดคล้องกับรายงานล่าสุดของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (Bureau of Labor Statistics: หน่วยงานรัฐที่จัดทำข้อมูลตลาดแรงงาน) สำหรับไตรมาส 1 ปี 2026 ซึ่งระบุว่าผลิตภาพนอกภาคเกษตร (nonfarm productivity: ผลิตภาพของเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ไม่รวมเกษตร) อยู่ที่อัตราแบบทำให้เป็นรายปี 2.1% (annualized rate: คำนวณให้เทียบเท่าทั้งปี) ตอกย้ำแนวโน้มการปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ภาพพื้นฐานนี้ชี้ว่า การขยายตัวมีความทนทานกว่าที่หลายฝ่ายคาด
แนวโน้มการเติบโตที่นิ่งขึ้นนี้น่าจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: ธนาคารกลางของสหรัฐ) คงท่าที “รอดู” ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ข้อมูลจาก CME FedWatch (เครื่องมือที่ใช้ราคาตลาดฟิวเจอร์สของดอกเบี้ยเพื่อประเมินโอกาสการปรับดอกเบี้ย) บ่งชี้ว่า โอกาสที่จะมีการปรับดอกเบี้ยก่อนไตรมาส 4 ต่ำกว่า 10% ทำให้สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยคาดการณ์ได้มากขึ้น สำหรับผู้ซื้อขาย ความนิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงจาก “ช็อกนโยบาย” (policy shocks: การเปลี่ยนนโยบายฉับพลันที่กระทบตลาด) และเอื้อต่อกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากความผันผวนของดอกเบี้ยที่ต่ำ (interest rate volatility: การแกว่งของอัตราดอกเบี้ย)
กลยุทธ์ตลาด การสลับกลุ่มอุตสาหกรรม และแนวโน้มดอลลาร์แข็ง
ภายใต้ฉากทัศน์นี้ ควรวางพอร์ตเพื่อรับการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปของหุ้นสหรัฐ มากกว่าคาดหวังการพุ่งแรงแบบเก็งกำไร (speculative blow-off top: การขึ้นแรงช่วงปลายรอบจากแรงเก็งกำไร) แม้หุ้นเทคโนโลยียังแข็งแกร่ง แต่การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในวงกว้างเอื้อให้กลุ่มอุตสาหกรรม (industrials: หุ้นภาคการผลิต/เครื่องจักร/ขนส่ง) และสินค้าฟุ่มเฟือยผู้บริโภค (consumer discretionary: สินค้า/บริการที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน) ซึ่งที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนตามหลัง กลับมาเด่นขึ้น สามารถใช้ “คอลออปชัน” (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) บนกองทุนอีทีเอฟรายกลุ่มอย่าง XLI (sector ETF: กองทุนดัชนีที่ลงทุนตามกลุ่มอุตสาหกรรม) เพื่อรับโอกาสจากการขยายตัวที่กว้างขึ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกำไรบริษัทที่ยังเติบโตสอดคล้องกับมูลค่าตลาด (valuations: ระดับราคาหุ้นเทียบกับพื้นฐาน)
สภาพแวดล้อมการเติบโตที่สม่ำเสมอและเฟดที่ไม่เร่งปรับดอกเบี้ย ชี้ไปสู่ความผันผวนตลาดที่ต่ำต่อเนื่อง ดัชนี VIX (ตัวชี้วัดความผันผวนคาดการณ์จากราคาออปชันของ S&P 500) เคลื่อนไหวในกรอบต่ำราว 13-16 และคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในช่วงฤดูร้อน ทำให้กลยุทธ์ “ขายพรีเมียมออปชัน” (selling options premium: การขายออปชันเพื่อรับค่าเบี้ย) น่าสนใจ เช่น การเขียนคัฟเวอร์คอล (covered calls: ถือหุ้นอยู่แล้วและขายคอลเพื่อรับค่าเบี้ย) หรือการขายพุตแบบมีเงินสำรอง (cash-secured puts: ขายพุตโดยกันเงินไว้ซื้อหุ้นหากถูกใช้สิทธิ) บนหุ้นขนาดใหญ่คุณภาพดี (large-cap: บริษัทมูลค่าตลาดใหญ่)
ในอดีต สถานการณ์นี้คล้ายช่วงปลายทศวรรษ 1990 ที่ “บูมด้านผลิตภาพ” ช่วยให้เศรษฐกิจโตแรงโดยไม่ทำให้เงินเฟ้อหลุดกรอบ (runaway inflation: เงินเฟ้อพุ่งควบคุมยาก) และหนุนตลาดกระทิงหลายปี (bull market: ช่วงตลาดขาขึ้นยาว) อย่างไรก็ดี ต่างจากยุคดอตคอม (dot-com era: ช่วงฟองสบู่หุ้นอินเทอร์เน็ต) ผลบวกปัจจุบันดูเหมือนกระจายไปทั่วเศรษฐกิจมากกว่า ดังนั้นควรให้น้ำหนักกับดัชนีตลาดกว้าง เช่น S&P 500 (ดัชนีหุ้นสหรัฐ 500 บริษัทใหญ่) มากกว่ากระจุกตัวในหุ้นเทคที่ราคาพุ่งแรง
การทำผลงานเด่นกว่าประเทศอื่นน่าจะช่วยให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ดัชนีดอลลาร์ (DXY: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและเพิ่งทะลุระดับ 107 ควรพิจารณาใช้ฟิวเจอร์สหรือออปชัน (futures/options: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า/สัญญาสิทธิ) เพื่อคงสถานะ “ลองดอลลาร์” (long dollar: ถือฝั่งได้ประโยชน์เมื่อดอลลาร์แข็ง) โดยเฉพาะเทียบกับสกุลเงินที่ธนาคารกลางกำลังลดดอกเบี้ยเร็วกว่า (easing cycle: วงจรผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ย/เพิ่มสภาพคล่อง)