ราคาทองคำในฟิลิปปินส์ปรับลดลงในวันพฤหัสบดี ตามข้อมูลของ FXStreet โดยทองคำอยู่ที่ 8,675.46 เปโซฟิลิปปินส์ต่อกรัม ลดลงจาก 8,839.03 เปโซในวันพุธ ขณะที่ราคาต่อ “โตลา” (tola: หน่วยชั่งน้ำหนักทองที่ใช้ในเอเชียใต้ ราว 11.66 กรัม) ลดลงมาอยู่ที่ 101,188.80 เปโซ จาก 103,096.70 เปโซ ตารางราคาที่กว้างขึ้นระบุว่า ทองคำ 10 กรัมอยู่ที่ 86,751.85 เปโซ และ 1 ทรอยออนซ์ (troy ounce: หน่วยชั่งน้ำหนักโลหะมีค่า 31.1035 กรัม) อยู่ที่ 269,835.70 เปโซ
FXStreet ระบุว่า คำนวณราคาทองคำในประเทศโดยแปลงจาก “ราคาอ้างอิงสากล” (international benchmarks: ราคามาตรฐานในตลาดโลก) ผ่านอัตราแลกเปลี่ยน USD/PHP (ดอลลาร์สหรัฐ/เปโซฟิลิปปินส์) และปรับตามหน่วยวัดในท้องถิ่น โดยอัปเดตราคาทุกวันจากระดับตลาด ณ เวลาที่เผยแพร่ ผู้ให้บริการเสริมว่าตัวเลขเป็นเพียงค่าประมาณ และราคาจริงในประเทศอาจต่างออกไปเล็กน้อย นอกจากนี้ ข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำเพิ่ม 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่ม “ทุนสำรอง” (reserves: สินทรัพย์ที่ธนาคารกลางถือไว้เพื่อความมั่นคงทางการเงิน) ในปี 2022 ซึ่งเป็นสถิติการซื้อรายปีสูงสุด
แรงกดดันระยะสั้นและประเด็นเชิงกลยุทธ์
การอ่อนตัวเล็กน้อยของราคาทองคำสะท้อนการย่อตัวชั่วคราวมากกว่าจะเป็นการกลับทิศของแนวโน้มรอบใหญ่ ความแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐในช่วงหลัง โดยดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index: ตัวชี้วัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) หรือ DXY เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 105 เป็นเวลานานในปีที่ผ่านมา เป็นแรงกดดันระยะสั้นต่อสินทรัพย์ที่ “ตั้งราคาเป็นดอลลาร์” (priced in dollars: ซื้อขายโดยอ้างอิงราคาเป็นเงินดอลลาร์) การย่อครั้งนี้จึงเป็นจังหวะให้ทบทวนการถือครอง มากกว่าจะเป็นสัญญาณให้ถอนตัวออกจากตลาด
ปัจจัยสำคัญที่กดดันทองคำคือแนวโน้ม “อัตราดอกเบี้ย” เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ย” (yield-less asset: ถือแล้วไม่ได้รับดอกเบี้ยเหมือนพันธบัตรหรือเงินฝาก) เมื่อเงินเฟ้อสหรัฐยังสูงและยืนเหนือเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) โอกาสที่ดอกเบี้ยจะ “สูงนานกว่าที่คาด” (higher-for-longer: คงดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน) ยังมีมาก ภาวะดังกล่าวมักหนุนดอลลาร์และกดดันทองคำ ทำให้ “คอลออปชัน” (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์ในราคาและเวลาที่กำหนด) ที่ใกล้วันหมดอายุมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
แรงหนุนพื้นฐาน ความผันผวน และนัยต่อการเทรด
อย่างไรก็ดี ราคาทองคำยังมี “แนวรับสำคัญ” (floor: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อพยุง) จากความต้องการทองคำจริง (physical demand: การซื้อทองคำแท่ง/ทองคำจริง ไม่ใช่แค่สัญญาการเงิน) ของธนาคารกลางที่สูงและต่อเนื่อง ในไตรมาส 1 ปี 2024 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่มเป็นสถิติ 290 ตันในทุนสำรองทางการ สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ การซื้อของสถาบันลักษณะนี้ช่วยพยุงราคาและมีแนวโน้มดูดซับแรงขายหากราคาย่อลงแรงในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังหนุนบทบาททองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven asset: สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อมากขึ้นเมื่อความเสี่ยงตลาดสูง) ความขัดแย้งที่ยังยืดเยื้อและความตึงเครียดทางการค้าทำให้นักลงทุนมักหันมาถือทองคำเมื่อเกิดความผันผวนหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดในระดับโลก อุปสงค์พื้นฐานนี้ทำให้พิจารณา “พุทออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยง” (protective put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายเพื่อจำกัดขาดทุน) บนหุ้น และคอลออปชันของทองคำที่มีอายุยาวขึ้น (long-dated: วันหมดอายุไกล) ได้
สัญญาณที่สวนทางกัน—แรงกดดันจากดอกเบี้ยเทียบกับแรงซื้อจากธนาคารกลาง—ชี้ไปสู่ช่วงที่ “ความผันผวน” (volatility: การแกว่งตัวขึ้นลงของราคา) เพิ่มขึ้น สำหรับผู้เทรด “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: สัญญาการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) ภาวะนี้ไม่ใช่การเลือกทิศทางเดียวให้ถูก แต่เป็นการจัดโครงสร้างการเทรดให้ได้ประโยชน์จากการแกว่งแรง กลยุทธ์ที่เน้นทำกำไรจากความผันผวน มากกว่าทิศทางราคาเพียงอย่างเดียว ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง
ในอดีต ช่วงที่แรงหนุนและแรงกดดันปะทะกันคล้ายกัน เช่น ปลายทศวรรษ 1970 ทองคำเคยแกว่งแรงทั้งขึ้นและลงก่อนจะเกิดแนวโน้มที่ชัดเจน คาดว่ารูปแบบดังกล่าวอาจเกิดซ้ำ หมายความว่าผู้เทรดที่ปรับตัวไวและรับมือได้ทั้งช่วงย่อและช่วงดีดจะได้เปรียบ ดังนั้นควรเตรียมรับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจากข่าวในตลาดทองคำในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า