ราคาทองคำในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ปรับลดลงในวันพฤหัสบดี ตามรายงานของ FXStreet โดยทองคำอยู่ที่ 516.18 ดีแรห์มต่อกรัม ลดลงจาก 526.16 ดีแรห์มในวันพุธ ขณะที่ราคาต่อ “โทลา” (tola: หน่วยชั่งทองที่นิยมในเอเชียใต้ ราว 11.66 กรัม) ลดลงมาอยู่ที่ 6,020.59 ดีแรห์ม จาก 6,137.01 ดีแรห์ม ส่วนจุดอ้างอิงอื่นระบุว่าทองคำอยู่ที่ 5,161.77 ดีแรห์มต่อ 10 กรัม และ 16,054.92 ดีแรห์มต่อ “ทรอยออนซ์” (troy ounce: หน่วยชั่งโลหะมีค่า 1 หน่วยเท่ากับราว 31.103 กรัม)
FXStreet คำนวณราคาท้องถิ่นด้วยการแปลงราคาทองคำโลกผ่านอัตราแลกเปลี่ยน USD/AED (ดอลลาร์สหรัฐ/ดีแรห์ม) ให้เป็นสกุลเงิน UAE และหน่วยมาตรฐาน โดยอัปเดตรายวันตามอัตราตลาด ณ เวลาที่เผยแพร่ ทั้งนี้ราคาจริงในท้องถิ่นอาจต่างออกไปเล็กน้อย ทองคำมักถูกมองเป็น “สินทรัพย์เก็บมูลค่า” (store of value: สินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าเงินไว้) และเป็นเครื่องมือป้องกัน “เงินเฟ้อ” (inflation: ราคาสินค้าเพิ่มจนเงินซื้อได้น้อยลง) และ “ค่าเงินอ่อน” (currency depreciation: ค่าเงินลดลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น) โดยธนาคารกลางยังเป็นผู้ถือครองรายสำคัญ และในปี 2022 ธนาคารกลางซื้อเพิ่ม 1,136 ตัน หรือราว 70,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ World Gold Council โดยทั่วไปทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ) และราคาทองได้รับอิทธิพลจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย และอัตราดอกเบี้ย ขณะที่การซื้อขายทองคำโลกมักอ้างอิงคู่ราคา XAU/USD (ราคาทองคำเทียบดอลลาร์สหรัฐ)
มุมมองตลาดและปัจจัยขับเคลื่อน
เรามองการอ่อนตัวเล็กน้อยของราคาทองคำล่าสุดไม่ใช่สัญญาณอ่อนแรง แต่เป็นจังหวะเข้าซื้อได้ เมื่อเทียบกับภาพเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า ความผันผวนรายวันนี้ยังเล็กเมื่อเทียบกับแรงขับเคลื่อนสำคัญที่คาดว่าจะมีผลต่อตลาดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ปัจจัยพื้นฐานของโลหะมีค่ายังแข็งแกร่ง
สัญญาณล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่อาจ “พักการขึ้นดอกเบี้ย” เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเรา ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool (เครื่องมือที่ประเมินความน่าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 60% ว่าอาจ “ลดดอกเบี้ย” ได้ภายในสิ้นไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้ “ต้นทุนเสียโอกาส” ของการถือครองทองคำที่ “ไม่ให้ดอกผล” ลดลง (non-yielding: สินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยหรือเงินปันผล) ในอดีต ช่วงก่อนเข้าสู่วัฏจักรลดดอกเบี้ยมักเอื้อให้ราคาทองปรับขึ้น
มุมมองนี้ยังกดดันดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีความสัมพันธ์สวนทางกับทองคำ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ลดลงแล้วราว 2% ในรอบเดือนมาอยู่แถว 103.50 หลังตลาดคาดนโยบายการเงิน “ผ่อนคลาย” (looser monetary policy: ลดความเข้มงวด เช่น ลดดอกเบี้ย) เราคาดว่าแนวโน้มนี้จะต่อเนื่อง และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์ที่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์อย่างทองคำ
นอกจากนี้ การซื้อทองของธนาคารกลางยังช่วยพยุงตลาด ข้อมูลล่าสุดจาก World Gold Council ยืนยันว่าในไตรมาส 1 ปี 2026 ธนาคารกลาง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนและโปแลนด์ ซื้อรวมมากกว่า 220 เมตริกตัน (metric tonne: ตันเมตริก เท่ากับ 1,000 กิโลกรัม) ความต้องการที่สม่ำเสมอนี้สะท้อนการปรับกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อกระจายเงินสำรองออกจากดอลลาร์
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และกลยุทธ์การซื้อขาย
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่สำคัญยังคุกรุ่น หนุนความน่าสนใจของทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven asset: สินทรัพย์ที่นักลงทุนมักเข้าซื้อเมื่อความเสี่ยงสูง) หากความขัดแย้งยกระดับ มีโอกาสเกิด “หนีความเสี่ยง” (flight to safety: ย้ายเงินไปสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า) ทำให้เงินไหลเข้าทองคำ ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างนี้ช่วยรองรับราคา แม้ปัจจัยดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไป
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ เราวางตำแหน่งเพื่อรอทองคำปรับขึ้น โดยมองการซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ในราคาที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด) บน “โกลด์ฟิวเจอร์ส” (gold futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ) ที่หมดอายุในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2026 กลยุทธ์นี้ช่วยรับโอกาสทำกำไรจากราคาที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า และจำกัดความเสี่ยงขาลงไว้ที่ “พรีเมียม” (premium: ค่าใช้จ่ายที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน) ที่จ่ายไป