ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) ทรงตัวบวกเล็กน้อยช่วงกลางวันบริเวณ 50,700 แม้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite จะอ่อนตัวลง หลังวันอังคารหุ้นเทคโนโลยีทำผลงานดีกว่าตลาด ขณะที่หุ้นบลูชิพ (หุ้นขนาดใหญ่มั่นคง) ตามหลัง โดย Procter & Gamble พุ่งกว่า 3% และ Home Depot บวกกว่า 2% ช่วยพยุงดาวโจนส์ซึ่งเป็นดัชนี “ถ่วงน้ำหนักตามราคา” (price-weighted คือหุ้นที่มีราคาต่อหุ้นสูงมีผลต่อดัชนีมากกว่า) ขณะที่ Zscaler ร่วงกว่า 30% จากแนวโน้มผลประกอบการที่อ่อนลง (guidance คือการคาดการณ์/แนวทางที่บริษัทให้ต่อรายได้หรือกำไรในอนาคต) และกดดัน Palo Alto Networks กับ CrowdStrike ให้ปรับลงตาม ส่วน Micron หลังพุ่ง 19% เมื่อวันอังคารจนมูลค่าบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ กลับขึ้นต่อได้ยากเมื่อแรงซื้อเริ่มแผ่วลง
ราคาน้ำมันก็อ่อนตัวลง โดย WTI ลดมากกว่า 3% หลุด 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ยังอยู่เหนือ 99 ดอลลาร์ หลังสื่อทางการอิหร่านระบุว่าการเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ระดับก่อนสงครามภายใน 1 เดือน ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง ดาวโจนส์บวกประมาณ 0.25% แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดสัปดาห์นี้แถว 51,000 อยู่หลายร้อยจุด หลังแรงส่งช่วงข้ามคืนขึ้นไปใกล้ 50,800 แล้วอ่อนลง โดยตลาดจับตาวันพฤหัสบดีเวลา 12:30 GMT กับข้อมูล Core PCE, GDP ไตรมาส 1, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และคำสั่งซื้อสินค้าคงทน: Core PCE คาด 0.3% MoM (เทียบรายเดือน) และ 3.3% YoY (เทียบรายปี) จากเดิม 3.2% ขณะที่ CPI ใกล้ 3.8% และเฟดอยู่ที่ 3.50–3.75% (กรอบเป้าหมายดอกเบี้ยนโยบาย) โดย CME FedWatch (เครื่องมือประเมินโอกาสการปรับดอกเบี้ยจากตลาดสัญญาล่วงหน้า) ชี้ความน่าจะเป็นราว 70% ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน และต่ำกว่า 30% สำหรับการลดดอกเบี้ย ขณะที่ 50,800 เป็นแนวต้าน และ 50,500 จากนั้น 50,000 เป็นแนวรับ
—
การสลับไปหาหุ้นเชิงรับท่ามกลางความเปราะบางของตลาด
เราเห็นความแข็งแกร่งของดาวโจนส์ตอนนี้เป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าสัญญาณความมั่นใจ เงินกำลังไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีสายเติบโต (growth) ไปสู่หุ้นเชิงรับ (defensive คือหุ้นที่รายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอทนภาวะเศรษฐกิจผันผวน) เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (consumer staples) และอุตสาหกรรม (industrials) ซึ่งเป็นการหมุนกลุ่มแบบลดความเสี่ยง (risk-off rotation คือการย้ายเงินไปสินทรัพย์/หุ้นที่เสี่ยงต่ำลง) เราวางกลยุทธ์รองรับความต่างนี้ด้วยการพิจารณาซื้อ “คอลออปชัน” (call options คือสิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) ในกองทุน ETF สายเชิงรับอย่าง XLP พร้อมกับซื้อ “พุตออปชัน” (put options คือสิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) บน QQQ ที่เน้นหุ้นเทค
ตลาดดูตึงและเปราะบางก่อนประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX) ซึ่งมักถูกเรียกว่า “มาตรวัดความกลัวของตลาด” (fear gauge) ปรับขึ้นจากระดับต่ำ 14 เมื่อต้นเดือนเป็นกว่า 18 สะท้อนว่านักลงทุนทยอยซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เราเพิ่มการป้องกันพอร์ตด้วยพุตออปชันของ S&P 500 แบบ “นอกเงิน” (out-of-the-money คือราคาสิทธิยังไม่คุ้มที่จะใช้ในตอนนี้) ซึ่งมักมีราคาถูกกว่า
—
ความผันผวนและกลยุทธ์ระยะสั้นก่อนข้อมูลสำคัญ
การร่วงของราคาน้ำมันหลุด 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลดูเหมือนตั้งอยู่บนข่าวลือที่อาจกลับทิศได้ทันที ในอดีตข่าวภูมิรัฐศาสตร์เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซทำให้น้ำมันแกว่ง 5–10% ภายในไม่กี่วัน เราใช้กลยุทธ์ “สแตรดเดิล” (options straddles คือการซื้อคอลและพุตที่ราคาใช้สิทธิเดียวกันเพื่อหวังได้กำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) บน United States Oil Fund (USO) เพื่อหวังผลจากการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่สองทาง เพราะคาดว่าความสงบนี้อาจถูกทำลายอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ข้อมูลเงินเฟ้อ Core PCE ที่จะประกาศพรุ่งนี้ เมื่อ CME FedWatch Tool สะท้อนว่าตลาดยังไม่เชื่อเรื่องลดดอกเบี้ยเดือนมิถุนายน หากตัวเลขออกมาร้อนแรงกว่า “คาดการณ์กลาง” 3.3% (consensus คือค่าคาดเฉลี่ยของนักวิเคราะห์) มีโอกาสสูงที่จะทำให้ตลาดถูกเทขาย เราเตรียมซื้อ “พุตสเปรด” (put spreads คือการซื้อพุตหนึ่งสัญญาและขายพุตอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิต่างกัน เพื่อลดต้นทุนแต่จำกัดกำไร/ขาดทุน) บน SPY เพื่อรับประโยชน์หากตลาดตอบสนองเชิงลบเมื่อเงินเฟ้อยังลดลงยาก (sticky inflation คือเงินเฟ้อที่ลงช้าหรือเหนียวตัว)
จนกว่าจะมีข้อมูลดังกล่าว ดาวโจนส์มีแนวโน้มแกว่งอยู่ระหว่างแนวรับ 50,500 และแนวต้านใกล้ 50,800 ซึ่งเหมาะกับกลยุทธ์ “แกว่งในกรอบ” (range-bound) เราขาย “ไอรอนคอนดอร์” (iron condors คือการขายออปชันแบบมีปีกสองด้านเพื่อทำกำไรเมื่อราคาไม่แกว่งแรง) บน SPDR Dow Jones Industrial Average ETF (DIA) เพื่อเก็บ “พรีเมียม” (premium คือค่าที่ได้รับ/จ่ายในการซื้อขายออปชัน) ระหว่างที่ดัชนีแกว่งออกข้างรอปัจจัยใหม่หนุนทิศทาง