BP ร่วงลงไปอยู่ท้ายสุดของดัชนี FTSE 100 หลังยืนยันว่า ประธานบอร์ด อัลเบิร์ต แมนิโฟลด์ จะก้าวลงจากตำแหน่งที่ดำรงมาตั้งแต่เดือนตุลาคม โดยบริษัทระบุว่ามี “ความกังวลร้ายแรง” เกี่ยวกับพฤติกรรม การกำกับดูแล (oversight: การดูแลตรวจสอบของผู้บริหาร/บอร์ด) และมาตรฐานธรรมาภิบาล (governance: ระบบกติกาและการบริหารจัดการที่ดีขององค์กร) แต่ไม่ให้รายละเอียดว่าละเมิดอะไรหรือเกิดขึ้นเมื่อใด ราคาหุ้นร่วงแรงช่วงแรก 9% ก่อนลดช่วงติดลบเหลือเล็กน้อยเหนือ 5% การลาออกครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง “ผู้ถือหุ้นลุกฮือ” เมื่อเดือนก่อน (shareholder rebellion: ผู้ถือหุ้นลงคะแนนคัดค้าน/กดดันบอร์ดหรือผู้บริหาร) และนับเป็นการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงจากเหตุด้านพฤติกรรมเป็นครั้งที่สองในรอบ 3 ปี หลังเบอร์นาร์ด ลูนีย์ อดีตซีอีโอถูกเปลี่ยนตัวในปี 2023
ด้านอื่น ๆ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นไม่กดดันหุ้นสหรัฐให้ลง โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาที่ตกลงซื้อขายล่วงหน้าตามราคาในอนาคต) ของวอลล์สตรีทชี้ว่าเปิดตลาดอาจแข็งแรงขึ้น ขณะที่ FTSE 100 ยังทรงตัวในแดนบวกแม้หุ้นยุโรปหลายตลาดอ่อนแรง เฟอร์รารีร่วง 7% หลังเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV: รถใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่) ราคา 550,000 ยูโร ส่วนอูเบอร์ทรงตัวหลังวันจันทร์ร่วง 2.5% จากการประกาศข้อเสนอซื้อคู่แข่งเยอรมนี เดลิเวอรี ฮีโร่ หุ้น BP ลดลงมากกว่า 9% ในรอบเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ก่อนหน้านี้ปีนี้เคยบวกกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปี หลังรายงานผลการซื้อขายไตรมาส 1 ที่ออกมาดีกว่าคาด ตลาดยังไวต่อข่าวสหรัฐ-อิหร่านเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพ และการ “เปิด” ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
ความปั่นป่วนธรรมาภิบาลของ BP กระตุ้นความผันผวน และกลยุทธ์การเทรด
การลาออกอย่างกะทันหันของประธานบอร์ด BP เพิ่มความไม่แน่นอน ซึ่งเริ่มสะท้อนในราคาแล้ว มุมมองคือเป็นจังหวะซื้อออปชัน “พุต” (put options: สิทธิในการขายหุ้นที่ราคาที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนด ใช้ทำกำไรเมื่อราคาลงหรือป้องกันความเสี่ยง) ของ BP เพื่อคาดว่าราคายังมีโอกาสลงต่อเมื่อรายละเอียดปัญหาธรรมาภิบาลทยอยเปิดเผย ค่า “อิมพลายด์ โวลาติลิตี” (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาของออปชัน) ของออปชัน BP ระยะใกล้พุ่งแล้วกว่า 30% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ช่วงช็อกราคาพลังงานปี 2025 สะท้อนว่าตลาดคาดการแกว่งตัวแรงจะยังเกิดขึ้น
เมื่อหุ้นลงมาแล้ว กลยุทธ์ที่จำกัดความเสี่ยงชัดเจนอาจเหมาะในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า หนึ่งในตัวเลือกคือ “แบร์พุตสเปรด” (bear put spread: ซื้อพุตที่ราคาใช้สิทธิหนึ่ง และขายพุตอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิต่ำกว่า เพื่อลดต้นทุน แต่จำกัดกำไรสูงสุด) เพื่อเกาะการปรับลงแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมจำกัดผลขาดทุนหากซีอีโอคนใหม่ เม็ก โอนีล สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้เร็ว แนวทางนี้ทำกำไรได้หากหุ้นไหลลงต่อขณะตลาดรอความชัดเจนของทิศทางกลยุทธ์
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และวิธีป้องกันความเสี่ยงในกลุ่มพลังงาน
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นปัจจัยใหญ่ต่อทั้งกลุ่มพลังงาน จึงเตรียมรับความผันผวนของราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นด้วยการซื้อพุตบน “ฟิวเจอร์สน้ำมันดิบ WTI” (WTI crude futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส เป็นตัวชี้วัดราคาน้ำมันสหรัฐ) เพราะหากดีลสำเร็จ ราคาน้ำมันอาจร่วงแรง สถานการณ์นี้คล้ายช่วงตลาดผันผวนก่อนข้อตกลง JCPOA ปี 2015 (JCPOA: ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน) ที่ราคาน้ำมันลดลงกว่า 10% ในเดือนก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ
เพื่อแยกปัญหาเฉพาะบริษัทของ BP ออกจากความเคลื่อนไหวทั้งตลาด กลยุทธ์ “แพร์เทรด” (pair trade: ซื้อหุ้นตัวหนึ่งและขายชอร์ตอีกตัวหนึ่งพร้อมกัน เพื่อเน้นเดิมพันส่วนต่างผลตอบแทน) ถูกมองว่าน่าสนใจ โดยเลือก “ลอง” (long: ซื้อเพื่อคาดว่าราคาขึ้น) หุ้นคู่แข่งที่นิ่งกว่าอย่างเชลล์ พร้อม “ชอร์ต” (short: ขายยืมหุ้นเพื่อคาดว่าราคาลง) BP ถือเป็นวิธีลดความเสี่ยงโดยรวม ปัจจุบัน BP ให้ผลตอบแทนแย่กว่าดัชนี FTSE 350 Oil & Gas Producers (ดัชนีหุ้นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซในตลาดลอนดอน) เกือบ 8% ในรอบเดือน และคาดว่าช่องว่างอาจกว้างขึ้นอีก