เงินปอนด์คืนกำไรบางส่วนจากการปรับขึ้นในวันจันทร์ โดย GBP/USD ลดลงต่ำกว่าระดับ 1.3500 หลังไม่สามารถต่อยอดจากการขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบราว 1 สัปดาห์ครึ่ง คู่เงินเคลื่อนไหวแถว 1.3485–1.3495 ในช่วงต้นการซื้อขายเอเชียวันอังคาร ลดลงเล็กน้อยมากกว่า 0.10% ระหว่างวัน หลังดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง และจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะใช้นโยบายการเงินตึงตัวมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กดดันตลาดด้วย หลัง US Central Command ระบุว่ากองกำลังสหรัฐโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่านเพื่อ “ป้องกันตนเอง” ขณะที่ Fox News รายงานว่าพบเรืออิหร่าน 2 ลำวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ และมีฐานยิงขีปนาวุธที่มุ่งเป้าไปยังเครื่องบินรบสหรัฐ การเคลื่อนไหววันจันทร์หนุน GBP/USD เพิ่มขึ้น 0.54% เข้าใกล้ 1.3500 ซึ่งใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 14 พ.ค. หลังความหวังข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านทำให้ดอลลาร์ (Greenback) อ่อนแรงลง ในภาพรวม ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY—ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) ทรงตัวใกล้ 99.00 หลังขึ้นไปแถว 99.50 เมื่อสัปดาห์ก่อน และตลาดรอติดตามดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐ (PCE Price Index—ตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ) เดือนเม.ย. ซึ่งมีกำหนดประกาศวันพฤหัสบดี
ความแข็งแกร่งของดอลลาร์ และอิทธิพลจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
เราเห็นเงินปอนด์ประคองแรงบวกได้ยากเมื่อเทียบกับดอลลาร์ที่แข็งค่า โดย GBP/USD ขณะนี้ซื้อขายต่ำกว่าระดับ 1.2750 การอ่อนแรงดังกล่าวมาจากแรงซื้อดอลลาร์ที่กลับมาในช่วงความไม่แน่นอนของโลก คู่เงินเริ่มมีแรงขายหลังไม่สามารถรักษาแรงส่งขาขึ้นของสัปดาห์ก่อน
รายงานกิจกรรมทางเรือที่หนาแน่นขึ้นในทะเลจีนใต้กดดันภาวะรับความเสี่ยงของตลาด ทำให้นักลงทุนหันไปถือดอลลาร์ซึ่งเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” มากขึ้น นอกจากนี้ ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ (CPI—ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคจ่าย) ล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อยังทรงตัวสูงที่ 3.6% ทำให้ตลาดเลื่อนเวลาคาดการณ์การ “ลดดอกเบี้ย” ของเฟดออกไป ความต่างของทิศทางนโยบายการเงินระหว่างประเทศ (policy divergence—ความต่างเรื่องการขึ้น/ลงดอกเบี้ย) จึงเป็นแรงหนุนสำคัญให้ดอลลาร์แข็งค่า