EUR/USD อ่อนค่าลงมาอยู่ในแดนลบราว 1.1635 ในการซื้อขายช่วงเช้าเอเชียวันอังคาร หลังเงินยูโรอ่อนเมื่อเทียบดอลลาร์ โดยแรงซื้อ “เงินดอลลาร์สหรัฐ” ซึ่งมักถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven: สินทรัพย์ที่นักลงทุนถือเมื่อกังวลความเสี่ยง) ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน ช่วงถัดไปของวัน ตลาดเตรียมรับฟังความเห็นจาก Olaf Sleijpen กรรมการนโยบายของ ECB และ Neel Kashkari ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขามินนิอาโปลิส ซึ่งอาจทำให้ราคาผันผวนในระยะสั้นเพิ่มขึ้น
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นประเด็นหลัก หลัง Fox News รายงานว่า กองกำลังสหรัฐดำเนินการ “โจมตีเพื่อป้องกันตนเอง” (self-defense strikes: ปฏิบัติการทางทหารที่อ้างว่าเพื่อป้องกันภัยคุกคามโดยตรง) ในภาคใต้ของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐ (US Central Command: หน่วยบัญชาการที่ดูแลปฏิบัติการทหารสหรัฐในตะวันออกกลาง) ระบุว่าเป้าหมายคือจุดยิงขีปนาวุธ รวมถึงเรือและเรือเล็กของอิหร่านที่พยายามวางทุ่นระเบิด (mines: วัตถุระเบิดที่ติดตั้งไว้เพื่อทำลายเรือ/ยานพาหนะ) ขณะที่กองทัพสหรัฐระบุว่าจะปกป้องกำลังพลของตนโดยยังใช้ความยับยั้งชั่งใจระหว่างช่วงหยุดยิง แยกต่างหาก Bloomberg อ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่า การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: ช่องทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) “คืบหน้าไปได้ด้วยดี” ด้านนโยบายการเงิน ตลาดให้น้ำหนักความน่าจะเป็นเกือบ 85% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดฐาน (basis point: 1 จุดฐาน = 0.01%) ในการประชุมเดือนมิถุนายน ตามเครื่องมือ ECB Watch Tool
กระแสเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย และความผันผวนที่เพิ่มขึ้น
ด้วยความไม่แน่นอนของดีลสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน จึงเห็นกระแส “หนีความเสี่ยง” (risk-off: ลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง) เข้าหาดอลลาร์สหรัฐ กด EUR/USD ลง ขณะเดียวกันความกังวลสะท้อนผ่านความผันผวนที่สูงขึ้น โดยความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ตัวเลขที่สะท้อนความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาออปชัน) ของออปชัน EUR/USD อายุ 1 เดือน ปรับขึ้นจากราว 6% เป็นมากกว่า 8.5% ในไม่กี่วันที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าผู้เล่นตลาดคาดการแกว่งตัวของราคาที่แรงขึ้น
ความตึงเครียดนี้กระทบตลาดน้ำมันโดยตรง โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาตกลงซื้อขายในอนาคต) น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งกว่า 5% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มาอยู่เหนือ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในอดีต ความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซมักทำให้ราคาพลังงานทรงตัวสูง ซึ่งโดยทั่วไปกระทบยูโรโซนที่นำเข้าพลังงานหนักกว่าสหรัฐ สถานการณ์นี้อาจจำกัดการฟื้นตัวของยูโร แม้ ECB จะมีท่าทีเข้มงวด (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อเข้ม)
ความต่างของนโยบายธนาคารกลาง และกลยุทธ์การเทรด
สิ่งที่ต้องจับตาคือความต่างของความคาดหวังต่อนโยบายธนาคารกลาง โดยตลาดประเมินโอกาส 85% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดฐานในเดือนมิถุนายน แต่ CME FedWatch Tool (เครื่องมือที่ใช้ข้อมูลฟิวเจอร์สสะท้อนความน่าจะเป็นนโยบายดอกเบี้ยของ Fed) ชี้ว่าโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยระดับเดียวกันมีเพียง 20% ตามปกติปัจจัยนี้เป็นบวกต่อยูโร แต่ตอนนี้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เป็นประเด็นหลักของตลาด
ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า กลยุทธ์ “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงสินทรัพย์อื่น เช่น ออปชัน) ที่ได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอาจเหมาะสม การซื้อสแตรดเดิล (straddle: ซื้อทั้งออปชัน Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน) หรือสแตรงเกิล (strangle: ซื้อ Call และ Put คนละราคาใช้สิทธิ) บน EUR/USD อาจเป็นวิธีเล่นการแกว่งตัวโดยไม่ต้องเดาทิศทางราคาโดยตรง อีกทางเลือกสำหรับผู้ที่คาดว่าความตึงเครียดจะยกระดับ คือซื้อพุตออปชัน (put options: สิทธิในการขาย) โดยกำหนดราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่ใช้สิทธิในออปชัน) แถวระดับจิตวิทยา 1.1500 เพื่อจำกัดความเสี่ยงและวางตำแหน่งรับขาลงเพิ่มเติม