ราคาน้ำมันอ้างอิงโลกปรับลง โดย WTI ขยับลงมาใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent อ่อนลงมาแถวช่วงกลาง 90 ดอลลาร์ หลังเคยขึ้นไปเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลช่วงสั้น ๆ ในตลาดการเงินโดยรวม บรรยากาศ “รับความเสี่ยง” (risk-on: นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) เด่นชัดขึ้น เมื่อหุ้นปรับขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields: ผลตอบแทนที่ผู้ถือพันธบัตรได้รับ ซึ่งมักเคลื่อนไหวสวนกับราคาพันธบัตร) ลดลงในตลาดหลัก ๆ โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐทำจุดสูงสุดใหม่
กระแสข่าวเรื่องการเจรจาสหรัฐ/อิหร่านยังมีไม่มาก โดยรายงานส่วนใหญ่พูดถึงการ “เปิดช่องทางเดินเรือ” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) และแทบไม่มีรายละเอียดประเด็นระยะยาว เช่น การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (uranium enrichment: กระบวนการเพิ่มสัดส่วนยูเรเนียมชนิดที่ใช้ได้ทั้งด้านพลังงานและอาจเกี่ยวข้องกับอาวุธ) ราคาน้ำมันในวันเดียวถูกกดลงราว 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ WTI เสี่ยงหลุดต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ถอยลงสู่ช่วงกลาง 90 ดอลลาร์ หลังทะลุ 100 ดอลลาร์ในช่วงข้ามคืน
Oil Prices Under Pressure Amid Market Optimism
เรามองว่าราคาน้ำมันอ่อนตัว โดย WTI เสี่ยงหลุดระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลซึ่งเป็น “ระดับจิตวิทยา” (psychological level: ตัวเลขกลม ๆ ที่มักมีแรงซื้อขายหนาแน่น) ความอ่อนแอนี้เกิดพร้อมกับหุ้นที่ปรับขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง สะท้อนว่านักลงทุนลดการถือ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe havens: สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อกังวลความเสี่ยง เช่น พันธบัตรรัฐบาล) ความเป็นไปได้ของข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่าน แม้เป็นข้อตกลงแบบจำกัด ก็ช่วยลดความกังวลเรื่องการสะดุดของอุปทานในตะวันออกกลาง
มุมมองนี้สอดคล้องกับรายงานสัปดาห์ก่อนของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA: หน่วยงานรัฐที่รายงานข้อมูลพลังงาน) ที่ระบุว่าสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นแบบเหนือคาด 1.8 ล้านบาร์เรล ทั้งที่ตลาดคาดว่าจะลดลงเล็กน้อย นั่นหมายถึงอุปทานกำลังมากกว่าอุปสงค์ กดดันมุมมองเชิงลบ (bearish: คาดว่าราคามีแนวโน้มลง) มากขึ้น เมื่อสต็อกเพิ่ม ระดับ 90 ดอลลาร์ของ WTI ยิ่งเป็นแนวรับสำคัญ (support: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อช่วยพยุงราคา)
บรรยากาศรับความเสี่ยงยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเงินเฟ้อปลายเดือนเมษายน 2026 ที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) ชะลอลงมาที่ 2.9% ทำให้แรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด: ผู้กำหนดนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ) ในการขึ้นดอกเบี้ยต่อ ลดลง ภาพเศรษฐกิจแบบนี้มักหนุนการลงทุนในหุ้นมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน โดยเช้านี้ S&P 500 (ดัชนีหุ้นสหรัฐขนาดใหญ่) ซื้อขายใกล้ 5,520 จุด ทำจุดสูงสุดใหม่ของปี
Trading Strategies And Seasonal Considerations
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เรามองกลยุทธ์ซื้อพุตออปชัน (put options: สิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคากำหนด ช่วยทำกำไรเมื่อราคาลง) ของ WTI ที่ราคาใช้สิทธิ 88 ดอลลาร์ (strike price: ราคาที่ใช้ซื้อ/ขายตามสัญญาออปชัน) เพื่อเก็งว่าอาจหลุดแนวรับ 90 ดอลลาร์ ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่ “สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน” ไม่ใช่ความผันผวนที่เกิดขึ้นจริง) ลดลงตามบรรยากาศตลาดที่นิ่ง ทำให้ออปชันมีต้นทุนถูกลงในช่วงนี้
อีกทางเลือกคือการขายคอลแบบมีของค้ำ (covered call: ขายคอลออปชันโดยมีสินทรัพย์ที่ถืออยู่รองรับ เพื่อรับค่าเบี้ยและลดความเสี่ยงบางส่วน) บนสถานะถือครองน้ำมันฝั่งซื้อเดิม เพื่อสร้างรายได้ในตลาดที่คาดว่ากรอบราคาจะถูกจำกัด (capped market: โอกาสขึ้นแรงมีจำกัด)