ข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐ (CFTC) ระบุว่า “สถานะสุทธิ” (net positions: จำนวนสัญญาซื้อหักลบสัญญาขาย) ของนักลงทุนที่ไม่ใช่กลุ่มพาณิชย์ (non-commercial: กลุ่มนักเก็งกำไร เช่น กองทุน) ในทองคำ ลดลงมาอยู่ที่ 159.8K จาก 171.6K ในครั้งก่อนหน้า สะท้อนการลดการถือสถานะ “ฝั่งซื้อสุทธิ” เพื่อเก็งกำไรในช่วงเวลารายงานล่าสุด
มุมมองต่อทองคำเปลี่ยน ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจและดอลลาร์แข็ง
แรงซื้อเก็งกำไรในทองคำเริ่มอ่อนลง หลังนักเก็งกำไรรายใหญ่ลด “สถานะซื้อสุทธิ” เหลือ 159,800 สัญญา จาก 171,600 สัญญา บ่งชี้การขายทำกำไรและความมั่นใจที่ลดลงของผู้เล่นรายใหญ่ ทำให้ควรระมัดระวังโอกาสขึ้นระยะสั้นของราคาทอง
การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนเมษายน (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อ) ที่ออกมา 3.1% หนุนมุมมองว่าเฟด (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ดอกเบี้ยที่สูงทำให้ต้นทุนในการถือทองคำเพิ่มขึ้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่มีดอกผล” (non-yielding: ไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล) จึงดึงดูดนักลงทุนน้อยลง ตลาดยังอาจให้น้ำหนักกับภาวะ “ดอกเบี้ยสูงอยู่นาน” (higher for longer: คงดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน) ซึ่งจำกัดการปรับขึ้นของทองคำ
ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (U.S. Dollar Index: ค่าดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก) แข็งค่าขึ้นมาที่ 106.5 โดยทั่วไปดอลลาร์ที่แข็งทำให้ราคาทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น จึงกดดันราคาทองในช่วงต่อไป
รูปแบบนี้คล้ายช่วงปี 2017-2018 ที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย (tightening: นโยบายการเงินตึงตัว/การขึ้นดอกเบี้ยและลดสภาพคล่อง) จนทำให้นักเก็งกำไรลดเดิมพันฝั่งบวกในทองคำ ก่อนที่ราคาเข้าสู่ช่วง “พักฐาน/แกว่งในกรอบ” (consolidation และ range-bound trading: ราคาเคลื่อนไหวขึ้นลงในช่วงจำกัด) ซึ่งอาจเกิดซ้ำได้ในรอบนี้
ปรับกลยุทธ์รับตลาดที่เปลี่ยน
กลยุทธ์ที่ใช้คือปรับ “จุดตัดขาดทุน” (stop-loss: ระดับราคาที่สั่งปิดสถานะอัตโนมัติเพื่อลดการขาดทุน) ให้แคบลงสำหรับสถานะซื้อในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาที่ตกลงซื้อขายในอนาคตตามราคาที่กำหนด) และพิจารณาซื้อ “ออปชันขาย” (put options: สิทธิในการขายที่ราคาใช้สิทธิ เพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลง) หรือทำ “สเปรดคอลฝั่งลบ” (bear call spread: กลยุทธ์ออปชันที่ขายคอลและซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดความเสี่ยงและได้กำไรเมื่อราคาไม่ขึ้นมาก) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากราคาปรับลงไปทดสอบแนวรับ 2,250 ดอลลาร์ โดยเน้นลดความเสี่ยงฝั่งขึ้นและเตรียมรับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้น