ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: Consumer Price Index หรือ “ดัชนีเงินเฟ้อ”) ของญี่ปุ่น โดยตัด “อาหารสด” ออก เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนในเดือนเมษายน ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 1.7%
ตัวเลขเดือนเมษายนต่ำกว่าคาด 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้อ้างอิง CPI ระดับประเทศที่ไม่รวมอาหารสด (ซึ่งช่วยลดความผันผวนจากราคาอาหารสด)
ผลต่อแนวโน้มนโยบายธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ)
เงินเฟ้อเดือนเมษายนที่ 1.4% ซึ่งต่ำกว่าคาด สะท้อนว่า “ธนาคารกลางญี่ปุ่น” (BoJ: Bank of Japan) มีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดย “การขึ้นดอกเบี้ย” คือการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้นเพื่อชะลอเงินเฟ้อและลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เรื่องนี้ทำให้มุมมองที่ตลาดเคยเชื่อว่า BoJ จะเดินหน้ากลับสู่ภาวะปกติของนโยบายการเงินเร็วขึ้น (policy normalization: ลดมาตรการผ่อนคลายพิเศษและค่อยๆ ขยับดอกเบี้ยขึ้น) อาจถูกทบทวน โดยก่อนหน้านี้ตลาดประเมินท่าทีที่เข้มงวดกว่านี้ในช่วงครึ่งหลังของปี
ควรจับตา “เงินเยน” มีโอกาสกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง เพราะ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ระหว่างญี่ปุ่นกับธนาคารกลางหลักอื่นๆ อาจกว้างขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed: Federal Reserve) ยังยืนเหนือ 4.5% ทำให้ผลตอบแทนของสินทรัพย์สกุลดอลลาร์น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่ดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ ส่งผลให้คู่เงิน USD/JPY (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อเยน) มีแรงหนุนฝั่งดอลลาร์ จากมุมมองกลยุทธ์ สามารถพิจารณา “ซื้อออปชันคอล” (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิงที่ราคาและเวลาที่กำหนด) บน USD/JPY โดยมองระดับเหนือ 160 ที่เคยเห็นมาก่อนในปีนี้
สภาพแวดล้อมดังกล่าวเอื้อต่อหุ้นญี่ปุ่น เพราะเยนอ่อนช่วยเพิ่ม “กำไรจากต่างประเทศ” เมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเยน โดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้ส่งออก” (exporters: บริษัทที่ขายสินค้าไปต่างประเทศ) ดัชนี Nikkei 225 ซึ่งเคยปรับขึ้นกว่า 25% ในปี 2025 จากปัจจัยเศรษฐกิจลักษณะใกล้เคียง มีแนวโน้มได้แรงพยุงจากข่าวนี้ ผู้ลงทุนอาจพิจารณา “ซื้อฟิวเจอร์ส” (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ตกลงราคาวันนี้ ส่งมอบ/ชำระในอนาคต) ของ Nikkei 225 หรือ “ขายพุตออปชันที่ไกลจากราคาในตลาด” (out-of-the-money put: พุตที่ราคาใช้สิทธิอยู่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน มักได้ประโยชน์หากตลาดไม่ลงแรง) เพื่อรับประโยชน์จากแนวโน้มแข็งแกร่งที่คาดไว้
อย่างไรก็ดี ต้องเฝ้าระวัง “การแทรกแซงค่าเงิน” ของภาครัฐ (government intervention: การเข้าซื้อ/ขายเงินตราในตลาดเพื่อชะลอความผันผวนหรือทิศทางค่าเงิน) เพราะเจ้าหน้าที่แสดงความกังวลต่อการอ่อนค่าเร็วของเยนหลายครั้ง ความเสี่ยงนี้ทำให้ควรใช้กลยุทธ์ที่จำกัดความเสี่ยง เช่น “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: ซื้อคอลหนึ่งสัญญาและขายคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุน แต่จำกัดกำไรสูงสุด) บนคู่เงินอย่าง USD/JPY เพื่อคุมต้นทุนและลดผลกระทบหากนโยบายเปลี่ยนกะทันหัน แนวทางนี้ช่วยรับประโยชน์จากเยนอ่อนค่า พร้อมจำกัดขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น