USD/JPY เคลื่อนไหวใกล้ 159.00 และล่าสุดอยู่ราว 159.02 โดยคู่เงินแกว่งในกรอบแคบ ขณะที่นักลงทุนจับตาความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะ “แทรกแซงตลาด” (การเข้าซื้อ/ขายเงินเยนโดยภาครัฐเพื่อกดหรือพยุงค่าเงิน)
การเคลื่อนไหวของราคาอยู่ในช่วง 158.60–159.40 ฝั่งซื้อยังดันไม่ผ่าน 159.50 ไปหา 160.00
Momentum Indicators And Momentum
ดัชนี RSI (Relative Strength Index: ตัวชี้วัดความแรงของแรงซื้อแรงขาย) ยังอยู่ฝั่งขาขึ้น แต่เส้น RSI แบนราบมาประมาณ 4 วันทำการ สะท้อนว่าแรงส่งขาขึ้นเริ่มอ่อนลง
หากขึ้นเหนือ 159.50 อาจเปิดทางไป 159.75 และต่อไป 160.00 เหนือขึ้นไป แนวต้านอยู่ที่จุดสูงสุดของปี 160.73
หาก USD/JPY หลุด 159.00 แนวรับสำคัญคือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA 50 วัน (Simple Moving Average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังแบบเส้นเรียบ) ที่ 158.78 และ SMA 20 วัน ที่ 158.15 ระดับที่ต้องจับตาเพิ่มเติมคือ 158.00 และ SMA 100 วัน ที่ 157.56
ขณะนี้ USD/JPY ติดอยู่ใน “กรอบแคบ” สะท้อนช่วงพักฐาน (consolidation: ราคาสะสมกำลังในกรอบก่อนเลือกทาง) ตลาดยังไม่กล้าดันผ่าน 159.50 เพราะความเสี่ยงการแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่นยังสูง ทำให้ฝั่งที่คาดว่าราคาจะขึ้นต่อถูกจำกัด ภาพรวมจึงเอื้อต่อแนวคิด “ขายความผันผวน” (selling volatility: ใช้กลยุทธ์ออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งน้อย) ในระยะสั้น
Options Strategies For Range And Breakout
สำหรับผู้ที่มองว่ากรอบนี้ยังอยู่ต่อ อาจพิจารณา “ขายสแตรงเกิล” (sell strangle: ขายออปชัน Call และ Put คนละราคานัดหมาย เพื่อหวังให้ราคาไม่หลุดกรอบและเก็บค่าเบี้ย) โดยเลือกราคาใช้สิทธิ (strike) ให้อยู่ “นอก” ช่วง 158.60–159.40 ข้อมูลล่าสุดช่วงต้นเดือนชี้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานสหรัฐ (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดรายการผันผวนอย่างอาหารและพลังงาน) ลดลงมาที่ 3.2% ทำให้ตลาดลดความคาดหวังว่าเฟดจะเข้มงวดมาก และหนุนการแกว่งตัวแบบด้านข้าง นอกจากนี้ “ความผันผวนโดยนัย” 1 เดือน (one-month implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน ซึ่งเป็นมุมมองตลาดต่อความเหวี่ยงในอนาคต) ลดจาก 9.8% เหลือ 9.1% ในช่วง 2 สัปดาห์ สะท้อนว่าตลาดคาดความนิ่ง
อย่างไรก็ดี ช่วงความผันผวนต่ำมักเป็นจุดสะสมแรงก่อนเกิดการเคลื่อนไหวใหญ่ ต้องไม่ลืมเหตุการณ์ร่วงแรงแบบฉับพลันในฤดูใบไม้ผลิปี 2024 เมื่อทางการเข้ามาแทรกแซง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทิศทางเปลี่ยนได้เร็ว RSI ที่แบนอาจหมายถึงแรงส่งลดลง แต่ก็อาจสะท้อนแรงกดดันที่กำลังก่อตัวก่อน “หลุดกรอบ” (breakout: ราคาทะลุแนวรับ/แนวต้านจนเกิดแนวโน้มใหม่)
ดังนั้น การ “ซื้อออปชัน” เพื่อรอการแกว่งแรงอาจเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐสำคัญจะประกาศสัปดาห์หน้า กลยุทธ์ “ลองสแตรดเดิล” (long straddle: ซื้อ Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อได้กำไรเมื่อราคาเหวี่ยงแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) ช่วยรับมือทั้งกรณีแทรกแซงที่อาจกดลงไปแถว 158.00 หรือข้อมูลเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาดจนท้าทายจุดสูงสุดของปีที่ 160.73 กลยุทธ์นี้คือการวางเดิมพันว่าความนิ่งในตอนนี้อาจถูกทำลายด้วยการเคลื่อนไหวรุนแรงในช่วงต่อไป