ราคาทองคำ (XAU/USD) ปรับลงในวันพฤหัสบดี หลังดีดตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ โดยซื้อขายแถว 4,504 ดอลลาร์ และลดลงราว 0.85% ในวันเดียวกัน การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังตลาดติดตามข่าวความคืบหน้าที่เกี่ยวข้องกับสงครามสหรัฐ-อิหร่าน
Reuters อ้างแหล่งข่าวอาวุโสอิหร่าน 2 รายว่า ผู้นำสูงสุดของอิหร่านสั่งให้ยูเรเนียมที่ “ใกล้ระดับที่ใช้ทำอาวุธ” (ยูเรเนียมที่ผ่านการเพิ่มความเข้มข้นสูงมาก จนเกือบใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้) ต้องคงอยู่ในประเทศ อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งปฏิเสธกับ Al Jazeera ขณะที่ Tasnim ระบุว่าเตหะรานกำลังพิจารณาร่างข้อเสนอใหม่ของสหรัฐ เพื่อตอบกลับข้อเสนอ 14 ข้อของอิหร่าน
Market Focus On Conflict And Inflation
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ทรงตัวเหนือ 99.00 ใกล้ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 เดือน โดยแรงซื้อยังมาจากความไม่แน่นอนที่ต่อเนื่อง ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้อ และเพิ่มความคาดหวังว่าเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) อาจขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี
รายงานการประชุมเฟดเดือนเมษายนระบุว่า ผู้เข้าร่วมประชุม “โดยทั่วไปประเมิน” ว่าเงินเฟ้อที่ยังสูงและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อาจทำให้ต้องคงนโยบายการเงิน (แนวทางกำหนดดอกเบี้ยและสภาพคล่องของระบบการเงิน) ไว้นานขึ้น “เสียงข้างมาก” ระบุว่าอาจต้อง “คุมเข้มนโยบายเพิ่ม” (ทำให้สภาพการเงินตึงตัวขึ้น เช่น การขึ้นดอกเบี้ย) หากเงินเฟ้อยังอยู่เหนือ 2% อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลสหรัฐชี้ว่า ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ 209,000 ราย เทียบคาดการณ์ 210,000 ราย และก่อนหน้า 212,000 ราย ดัชนี PMI รวมของสหรัฐ (Composite PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ สะท้อนภาวะธุรกิจ โดยมากกว่า 50 คือขยายตัว) อยู่ที่ 51.7 ส่วน PMI ภาคการผลิตเพิ่มเป็น 55.3 จาก 54.5 และ PMI ภาคบริการลดลงเป็น 50.9 จาก 51.0
ด้านเทคนิค ราคาอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง ใช้ดูแนวโน้ม) 50 วันและ 100 วัน โดย SMA 200 วันอยู่แถว 4,370 ดอลลาร์ RSI อยู่ที่ 40.51 (RSI: ดัชนีวัดแรงซื้อ-ขาย ช่วยประเมินว่าราคาเริ่มอ่อนแรงหรือเริ่มตึงเกินไป) และ ADX ราว 20 (ADX: ดัชนีวัด “ความแรงของแนวโน้ม” ค่าต่ำมักหมายถึงแนวโน้มไม่ชัด) แนวต้านอยู่ที่ 4,677 ดอลลาร์ จากนั้น 4,796 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 4,370 ดอลลาร์
Options And Hedging In A High Volatility Tape
ในภาวะที่ทองผันผวนสูง ผู้เทรดอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอ้างอิงจากสินทรัพย์ เช่น ทองคำ) ต้องคำนึงถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การซื้อทองคำของธนาคารกลาง ซึ่งเพิ่มขึ้นทำสถิติ 1,037 ตันในปี 2025 ยังเป็นแรงหนุนสำคัญให้ตลาดมี “ฐานรองรับ” เมื่อมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างเช่นนี้ ผู้ลงทุนอาจพิจารณาซื้อ “คอลออปชัน” (call option: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) เพื่อรับโอกาสขาขึ้น โดยจำกัดความเสี่ยงสูงสุดไว้ที่ “ค่าเบี้ยประกัน” (premium: เงินที่จ่ายเพื่อซื้อออปชัน)
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หากความขัดแย้งลุกลามอาจทำให้ราคาทองแกว่งแรงและคาดเดายาก สามารถใช้ “สตรัดเดิล” (options straddle: กลยุทธ์ซื้อทั้งคอลและพุตออปชันพร้อมกัน เพื่อได้ประโยชน์เมื่อราคาแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) เพื่อหวังกำไรจากการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
ความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน ซึ่งบอกความคาดหวังของตลาด) ในตลาดทองคำที่วัดด้วยดัชนี GVZ อยู่ราว 19 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ออปชันมีราคาแพงขึ้น แต่สะท้อนความไม่แน่นอนของตลาดต่อเงินเฟ้อและนโยบายเฟด ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ การจ่ายค่าเบี้ยที่สูงขึ้นอาจคุ้มค่าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกลับทิศของราคาอย่างฉับพลัน
สำหรับผู้ที่ใช้ “สัญญาฟิวเจอร์ส” (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ตกลงราคาและวันส่งมอบ/ชำระบัญชี) ควรใช้คำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss: คำสั่งปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งถึงระดับที่กำหนด เพื่อลดการขาดทุน) ที่ “กระชับ” เพื่อควบคุมความเสี่ยงจากความผันผวน และอาจใช้ฟิวเจอร์สเพื่อ “เฮดจ์” (hedge: ป้องกันความเสี่ยง โดยเปิดสถานะสวนหรือชดเชยความเสี่ยงเดิม) ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อและความผันผวนค่าเงินในพอร์ตโดยรวม ประเด็นสำคัญคือ แม้การตัดสินใจของเฟดมีผล แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและเสถียรภาพยังเป็นแรงหนุนให้ทองคำในช่วงนี้