ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI: แบบสำรวจสะท้อนแนวโน้มกิจกรรมทางธุรกิจ) รวมของสหรัฐฯ จาก S&P Global อยู่ที่ 51.7 ในเดือนพฤษภาคม
ค่าที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจโดยรวม “ขยายตัว” ขณะที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่า “หดตัว”
ภาคเอกชนขยายตัวระดับปานกลาง
ตัวเลข PMI รวมเดือนพฤษภาคมที่ 51.7 สะท้อนว่า “ภาคเอกชนสหรัฐฯ” ยังคงขยายตัวในระดับปานกลาง หมายถึงทั้งภาคบริการและภาคการผลิตยังเติบโต ช่วยลดความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession: เศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่อง) ในระยะใกล้
เมื่อเศรษฐกิจยังค่อนข้างแข็งแรง อาจพิจารณาถือมุมมองเชิงบวกกับดัชนีตลาดหุ้นวงกว้าง เช่น S&P 500 โดยใช้ “ออปชัน” (Options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในราคาและเวลาที่กำหนด) เช่น ซื้อคอลออปชัน (Call: สิทธิซื้อ) หรือขายพุตสเปรด (Put spread: กลยุทธ์ใช้ออปชันพุตหลายสัญญาเพื่อลดความเสี่ยง) เพราะกิจกรรมธุรกิจที่เพิ่มขึ้นมักหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียน การเติบโตที่ไม่ร้อนแรงเกินไปยังเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อหุ้น
PMI ที่ 51.7 ยังสอดคล้องกับรายงานการจ้างงานเดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้น 210,000 ตำแหน่ง และตัวเลขเงินเฟ้อ CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค: วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการ) ล่าสุดที่ค่อนข้างสูงที่ 3.6% ภาพรวมจึงชี้ว่าเศรษฐกิจยังทนทาน ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นว่า “เฟด” (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) อาจยังไม่ลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้
ดังนั้น อาจวางกลยุทธ์รับมือกรณี “ดอกเบี้ยยังอยู่ระดับสูง” โดยใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า SOFR (SOFR futures: ฟิวเจอร์สอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ) เพื่อคาดการณ์ว่าอาจยังไม่มีการลดดอกเบี้ยในเร็ววัน หรือพิจารณาซื้อพุตกับ ETF พันธบัตรรัฐบาลอายุยาว เช่น TLT (กองทุน ETF ที่ลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯ อายุยาว) เพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว เฟดมักมีเหตุผลน้อยลงในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
วางกลยุทธ์รับความผันผวนที่ลดลง
ความผันผวน (Volatility: ระดับการแกว่งของราคา) มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำในช่วงที่เศรษฐกิจโตแบบสม่ำเสมอ อาจพิจารณาขายฟิวเจอร์ส VIX หรือขายคอลออปชัน (VIX: ดัชนีความผันผวนที่สะท้อน “ความกังวลของตลาด”) เพราะดัชนีความกลัวของตลาดมักลดลงเมื่อข้อมูลเศรษฐกิจออกมาใกล้เคียงคาดและไม่มีแรงกระทบใหญ่ ตัวเลข PMI นี้แข็งแรงพอให้ตลาดคลายกังวล แต่ไม่แรงจนทำให้กลัวเงินเฟ้อรอบใหม่