ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของอินเดียจาก HSBC ชะลอลงมาอยู่ที่ 54.3 ในเดือนพฤษภาคม จาก 54.7 ในเดือนก่อนหน้า
ค่า PMI ที่สูงกว่า 50 หมายถึงกิจกรรมภาคการผลิต “ขยายตัว” ขณะที่ค่าต่ำกว่า 50 หมายถึง “หดตัว”
โมเมนตัมตลาดและการป้องกันความเสี่ยง
การที่ PMI ภาคการผลิตของอินเดียลดลงมาอยู่ที่ 54.3 แม้ยังอยู่ในโซนขยายตัว สะท้อนว่าแรงส่ง (โมเมนตัม) ของเศรษฐกิจกำลังอ่อนลงเล็กน้อย เรามองว่าสัญญาณนี้บอกได้ว่าแนวโน้มขาขึ้นของตลาดอาจเริ่มหมดแรง โดยดัชนี Nifty 50 (ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ของอินเดีย) ยังแกว่งอยู่ใกล้ระดับสูงล่าสุดแถว 25,000 จุด จึงควรพิจารณาซื้อ “พุทออปชันนอกเงิน” (out-of-the-money put options: ออปชันขายที่ราคาใช้สิทธิห่างจากราคาปัจจุบัน ใช้จ่ายพรีเมียมไม่สูง เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงขาลง) สำหรับสัญญาเดือนมิถุนายน เพื่อทำ “เฮดจ์” (hedge: ป้องกันความเสี่ยง) พอร์ตที่ถือสถานะซื้อ (long positions: ลงทุนฝั่งคาดว่าราคาจะขึ้น) หากเกิดการย่อตัวระยะสั้น
ข้อมูลที่อ่อนลงทำให้การตัดสินใจครั้งถัดไปของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายนยังอยู่ที่ 5.1% และลดลงช้า (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) เศรษฐกิจชะลออาจเอื้อให้ผ่อนคลายนโยบาย (เช่น ลดดอกเบี้ย) แต่เงินเฟ้อที่ยังสูงทำให้ลดดอกเบี้ยได้ยาก ความไม่แน่นอนนี้อาจทำให้ความผันผวน (volatility: ราคาแกว่งแรงขึ้นลง) สูงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า จึงทำให้กลยุทธ์อย่าง “ลองสแตรดเดิล” (long straddle: ซื้อออปชันซื้อและออปชันขายพร้อมกันที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้ประโยชน์เมื่อราคาขยับแรงไม่ว่าทางขึ้นหรือทางลง) บนดัชนี Bank Nifty (ดัชนีกลุ่มธนาคารของอินเดีย) น่าสนใจก่อนการประชุมนโยบายครั้งถัดไป
ด้านต่างประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังส่งสัญญาณคงดอกเบี้ย “สูงนาน” (higher for longer: คงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงต่อเนื่อง) ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า เมื่อรวมกับข้อมูลในประเทศที่อ่อนลงเล็กน้อย เราเห็นแรงกดดันให้คู่เงิน USD/INR (ดอลลาร์สหรัฐ/รูปีอินเดีย) ปรับขึ้นอีกครั้ง เรามองว่าการเปิดสถานะซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส USD/INR (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) โดยตั้งเป้าหมายให้ผ่านระดับ 84.50 เป็นแนวทางที่เหมาะสม
การจัดพอร์ตและการสลับกลุ่มลงทุน
รูปแบบตัวเลข PMI ที่ชะลอคล้ายกันในช่วงปลายปี 2024 เคยนำไปสู่ช่วงตลาดพักฐาน (consolidation: แกว่งตัวในกรอบ/พักตัว) ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากไม่ทันตั้งตัว บทเรียนคือแม้การชะลอตัวเล็กน้อยก็อาจกระทบความเชื่อมั่นได้เมื่อมูลค่าหุ้นตึงตัว (valuations: ระดับความแพง-ถูกของราคาเมื่อเทียบปัจจัยพื้นฐาน) ดังนั้น การลดสัดส่วนในหุ้นภาคการผลิตที่มีความผันผวนสูง (high-beta: หุ้นที่แกว่งแรงกว่าตลาด) แล้วสลับไปยังกลุ่มตั้งรับ (defensive sectors: กลุ่มที่รายได้/กำไรค่อนข้างทนทาน เช่น สาธารณูปโภค สินค้าจำเป็น) อาจเหมาะสมในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า