หุ้นสหรัฐร่วงลงในวันอังคาร โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงหลังจากเพิ่งแตะระดับ 50,000 จุดไปช่วงสั้น ๆ ก่อนหน้านี้ แรงขายพันธบัตรเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี (30-year Treasury yield: ดอกเบี้ยที่นักลงทุนได้รับเมื่อถือพันธบัตรรัฐบาล 30 ปีจนถึงครบกำหนด) พุ่งเหนือ 5.18% ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลง
โดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับอิหร่านในช่วงข้ามคืน หนุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดราคาไว้ล่วงหน้า) ได้เพียงชั่วคราว ก่อนบรรยากาศจะอ่อนแรงเมื่อเข้าสู่การซื้อขายจริงในตลาด (cash trading: การซื้อขายในตลาดจริง ณ เวลานั้น) ราคาน้ำมันลดลงแต่ผลตอบแทนพันธบัตรกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าตลาดไม่ได้มองแรงกดดันเงินเฟ้อว่าเกิดจากราคาน้ำมันดิบเป็นหลัก
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นกดดันหุ้น
เควิน วอร์ช มีกำหนดเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: ธนาคารกลางที่กำหนดนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ) ในวันศุกร์ การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนระยะยาวเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เพราะทำให้ต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้น เช่น ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านและบัตรเครดิต รวมถึงทำให้อัตราคิดลด (discount rate: อัตราที่ใช้แปลงมูลค่าเงินในอนาคตให้เป็นมูลค่าในปัจจุบัน) สูงขึ้น ซึ่งมักกดมูลค่าหุ้นโดยเฉพาะหุ้นเติบโต
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor: ชิปอิเล็กทรอนิกส์) ก็อ่อนตัว โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ลดลง 1.4% และลดลงมากกว่า 7% ในช่วง 3 วันทำการ หุ้น Nvidia ปรับลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ของปีบัญชี (fiscal Q1: ไตรมาส 1 ตามรอบปีบัญชีของบริษัท) หลังตลาดปิดวันพุธ ขณะที่ Qualcomm ลดลงมากกว่า 3% และ Broadcom ลดลงเกือบ 2%
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI: ราคามาตรฐานน้ำมันดิบสหรัฐ) อ่อนลงใกล้ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent (ราคามาตรฐานน้ำมันดิบทะเลเหนือ) ลดลงต่ำกว่า 111 ดอลลาร์ ตลาดรอข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเบื้องต้นเดือนพฤษภาคมของ S&P Global (PMI: แบบสำรวจที่ชี้ทิศทางกิจกรรมธุรกิจ) โดยภาคการผลิตคาด 54 และภาคบริการคาด 51 รวมถึงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (inflation expectations: การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต) ที่ 4.5% สำหรับ 1 ปี และ 3.4% สำหรับ 5 ปี
ปีที่แล้วเคยเกิดรูปแบบเดียวกัน เมื่อบอนด์มาร์เก็ต (bond market: ตลาดซื้อขายตราสารหนี้) ส่งสัญญาณครั้งแรกว่าเงินเฟ้อเริ่มฝังตัว ไม่ใช่แค่ชั่วคราว การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนระยะยาวในปี 2025 ที่ดันอายุ 30 ปีเหนือ 5.18% เป็นสัญญาณเตือนว่าเฟด “ตามไม่ทันสถานการณ์” (falling behind the curve: ปรับนโยบายช้ากว่าแรงกดดันเงินเฟ้อ/เศรษฐกิจ) ล่าสุดรายงาน CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อ) ระบุว่าเงินเฟ้อยังเหนียว (sticky: ลดลงยาก) ที่ 3.9% สูงกว่าเป้าหมายของเฟดมาก ทำให้สัญญาณเตือนดังกล่าวกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
ป้องกันความผันผวนที่อาจกลับมา
เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อทำให้เฟดต้องขยับนโยบาย ส่งผลให้ความไม่แน่นอนสูงขึ้นและเพิ่มความผันผวนของตลาด (volatility: ความผันผวนของราคา) ขณะนี้ดัชนี VIX (ดัชนีความผันผวนของ S&P 500: มักถูกเรียกว่า “ดัชนีความกลัว”) อยู่แถว 22 ถือว่าสูงแต่ยังไม่ถึงระดับตื่นตระหนก สะท้อนว่าค่าใช้จ่ายของออปชันเพื่อป้องกันการปรับลง (options: สัญญาซื้อ/ขายสิทธิ์ล่วงหน้า) ยังไม่แพงมาก การซื้อความผันผวนผ่าน VIX call (ออปชันซื้อ: ได้สิทธิ์ซื้อที่ราคากำหนด) หรือซื้อ put ของดัชนี (put option: ออปชันขายเพื่อกันความเสี่ยงขาลง) เป็นวิธีเตรียมรับมือได้ หากตลาดกลับไปทดสอบความเข้มงวดของประธานเฟดคนใหม่เหมือนในปี 2025
หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยนำตลาดขึ้นมีความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นสินทรัพย์ “ระยะยาว” (long-duration assets: หุ้นที่มูลค่าพึ่งพากำไรในอนาคตไกล) ซึ่งไวต่อดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเริ่มเห็นความอ่อนแรงของดัชนี SOX (ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์) หลังย่อตัวจากจุดสูงล่าสุด ผู้ลงทุนที่ใช้ตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์อื่น) ควรพิจารณาใช้ออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลงในพอร์ตที่ถือหุ้นอย่าง Nvidia หรือดัชนี Nasdaq 100 (ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่)
บทเรียนที่ชัดที่สุดจากปี 2025 คือให้จับตาตลาดพันธบัตร และยังใช้ได้ในวันนี้เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (10-year Treasury yield: อัตราผลตอบแทนอายุ 10 ปี) ไต่กลับสู่ใกล้ 4.8% การที่ผลตอบแทนพันธบัตรเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กับราคาน้ำมัน (decoupling: เคลื่อนไหวแยกจากกัน) บอกว่าปัจจัยเงินเฟ้อไม่ได้มีแค่เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากผลตอบแทนขาขึ้น เช่น การขายชอร์ตฟิวเจอร์สพันธบัตร (shorting Treasury futures: เปิดสถานะขายคาดว่าราคาพันธบัตรจะลง/ผลตอบแทนจะขึ้น) หรือใช้ออปชันกับ ETF ที่ไวต่อดอกเบี้ย (rate-sensitive ETFs: กองทุนที่ราคามักผันผวนตามดอกเบี้ย) เป็นวิธีเข้าธีมนี้โดยตรง