เงินปอนด์อ่อนค่าลง 0.31% ในการซื้อขายช่วงอเมริกาเหนือ หลังดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นพร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ) ที่ปรับสูงขึ้น คู่เงิน GBP/USD เคลื่อนไหวที่ 1.3392 หลังทำจุดสูงสุดระหว่างวัน (session high: ระดับราคาสูงสุดของวัน) ที่ 1.3437
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (US 10-year Treasury yield) แตะระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือนที่ 4.687% หลังตลาดเริ่ม “ประเมินราคา” (priced in: สะท้อนความคาดการณ์เข้าไปในราคาแล้ว) เงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากแรงกระแทกราคาพลังงาน (energy shock: ราคาพลังงานพุ่งแรงจนกระทบเศรษฐกิจ/เงินเฟ้อ) และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) อาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (West Texas Intermediate: น้ำมันดิบอ้างอิงของสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 0.79% ที่ 103.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ดอลลาร์แข็งค่ากดดันเงินปอนด์
ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะไม่เดินหน้าการโจมตีอิหร่านในวันอังคาร ขณะที่การเจรจาเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (uranium enrichment: กระบวนการเพิ่มสัดส่วนยูเรเนียมชนิดที่ใช้ในโรงไฟฟ้าหรือเกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์) ยังชะลออยู่ตามข้อเสนอเดิมของอิหร่าน ปฏิทินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐวันนี้ไม่มีรายการสำคัญ โดยตลาดจับตารายงานการประชุมของเฟด (minutes: บันทึกการประชุมที่บอกเหตุผลและมุมมองของกรรมการ) จากการประชุมครั้งล่าสุดในยุคประธานเฟดคนปัจจุบัน เจอโรม พาวเวลล์
เควิน วอร์ช เตรียมสาบานตนเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ในวันศุกร์ ในอังกฤษ การจ้างงานในระบบเงินเดือน (payrolls: จำนวนผู้มีงานทำที่อยู่ในระบบบัญชีเงินเดือน) ลดลง 100,000 รายจากเดือนมีนาคมถึงเมษายน และอัตราว่างงาน (Unemployment Rate) เพิ่มจาก 4.9% เป็น 5%
การเมืองอังกฤษยังกดดันเงินปอนด์ โดยเคียร์ สตาร์เมอร์ เผชิญความท้าทายต่อการนำพรรค และแอนดี เบิร์นแฮม ต้องการลงสมัครเป็นสมาชิกสภา เงินเฟ้ออังกฤษเดือนเมษายนคาดว่าจะชะลอลงจาก 3.1% เหลือ 2.6% เมื่อเทียบรายปี (year on year: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน)
เชิงเทคนิค (technically: มองจากกราฟราคา) GBP/USD อยู่ต่ำกว่ากลุ่มเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (moving average cluster: แนวต้านจากเส้นค่าเฉลี่ยหลายเส้นที่อยู่ใกล้กัน) แถว 1.3429 โดย RSI (Relative Strength Index: ดัชนีวัดแรงซื้อ-แรงขายในช่วง 0–100) อยู่ที่ 43.6 หากราคาขึ้นเหนือ 1.3429 อาจช่วยลดแรงกดดันขาลง แต่หากหลุดต่ำกว่า 1.3390 อาจทำให้การอ่อนค่าเพิ่มขึ้น