USD/JPY ปรับขึ้นเป็นวันที่ 7 ในวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ากว้างขวาง และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดสงครามสหรัฐ-อิหร่าน โดยซื้อขายใกล้ 159.18 ฟื้นตัวเกือบทั้งหมดจากการร่วงหลังมีสัญญาณ “แทรกแซงค่าเงิน” ช่วงปลายเดือนเมษายน
ความผันผวนเพิ่มขึ้นเมื่อระดับ 160.00 กลับมาเป็นจุดสนใจ หลังสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวถึงการหลีกเลี่ยงความผันผวนค่าเงินที่มากเกินไป USD/JPY อ่อนลงแถว 158.65 ก่อนดีดกลับ
ปัจจัยตลาดและแนวรับ-แนวต้านสำคัญ
ดอลลาร์สหรัฐยังทรงตัวแข็งค่า เพราะตลาดระมัดระวังต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังหยุดชะงักจากความเห็นต่างเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน (โครงการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่อาจใช้ได้ทั้งด้านพลังงานและด้านอาวุธ)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ได้ระงับแผนโจมตีอิหร่านในทันที หลังผู้นำประเทศอ่าวอาหรับร้องขอให้เปิดทางเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่ากองทัพสหรัฐพร้อมสำหรับ “การโจมตีเต็มรูปแบบขนาดใหญ่” หากไม่บรรลุข้อตกลงที่ยอมรับได้
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดคาดว่าเฟดอาจ “คุมเข้มนโยบาย” มากขึ้น (หมายถึงมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงเพื่อลดเงินเฟ้อ) โดยนักลงทุนเพิ่มโอกาสคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี น้ำมันที่แพงยังเป็นปัจจัยลบต่อเยน เพราะญี่ปุ่นพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง
ตัวเลข GDP ญี่ปุ่นวันอังคารออกมาดีกว่าคาด แต่ไม่ช่วยให้เยนแข็งค่า อย่างไรก็ดี ข้อมูลยังหนุนมุมมองว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับนโยบายให้ตึงตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป (หมายถึงทยอยลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ปรับขึ้นดอกเบี้ยทีละน้อย)
กลยุทธ์ออปชันและความเสี่ยงแทรกแซง
แนวโน้ม USD/JPY ยังเป็นขาขึ้น จากดอลลาร์แข็งค่าและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่ดันราคาน้ำมันสูง เมื่อคู่เงินกลับมาเข้าใกล้ระดับ 160 อีกครั้ง การซื้อ “คอลออปชัน” (สัญญาที่ให้สิทธิซื้อในราคาและเวลาที่กำหนด) อาจเป็นทางเลือกเพื่อเกาะแรงส่ง เพราะช่วยรับโอกาสกำไรหากดอลลาร์แข็งต่อเมื่อเทียบกับเยนในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอย่างมากบริเวณ 160.00 เพราะเป็นระดับที่มักกระตุ้น “การแทรกแซงค่าเงิน” (การที่ทางการซื้อ/ขายเงินตราเพื่อพยุงหรือกดค่าเงิน) ย้อนดูช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2024 ทางการญี่ปุ่นเคยปกป้องเยนอย่างหนัก ทำให้คู่เงินร่วงมากกว่า 5 เยนภายในวันเดียวจากระดับดังกล่าว ดังนั้น การถือสถานะซื้อดอลลาร์/ขายเยนแบบตรง ๆ (outright long) มีความเสี่ยง เพราะการเคลื่อนไหวป้องกันเยนแบบฉับพลันอาจล้างกำไรได้ทันที
แนวทางที่รอบคอบกว่า คือใช้ “คอลสเปรด” (กลยุทธ์ออปชันที่ซื้อคอลหนึ่งสัญญาและขายคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุน) เช่น ซื้อคอลที่ 160 และขายคอลที่ 162 วิธีนี้จำกัดกำไรสูงสุด แต่ลดค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและช่วยลดผลกระทบหากเยนแข็งขึ้นเร็ว เป็นวิธีคงมุมมองเชิงบวกแต่ยอมรับความเสี่ยงแทรกแซงจากทางการที่เคยเกิดขึ้นไม่นานมานี้
แรงกดดันจากราคาน้ำมันสูงต่อเยนยังสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านเสี่ยงกระทบอุปทาน ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมด โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเกิน 95% มาจากตะวันออกกลาง ภาพพื้นฐานนี้ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงต่อเนื่องเป็นปัจจัยถ่วงเยน
ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นยังเป็นแรงขับหลักของคู่เงินนี้ แม้ BOJ ยุติดอกเบี้ยติดลบในเดือนมีนาคม 2024 (ดอกเบี้ยต่ำกว่า 0% ที่ทำให้ฝากเงินแล้วได้ผลตอบแทนติดลบ) แต่ท่าทีคุมเข้มของเฟดทำให้อัตราผลตอบแทนสหรัฐยังน่าดึงดูดกว่า ช่องว่างดอกเบี้ยที่กว้างทำให้นักลงทุนมีแรงจูงใจ “กู้เงินเยนไปลงทุนดอลลาร์” เพื่อกินดอกเบี้ยสูงกว่า (แนวคิดแบบแคร์รีเทรด: ถือสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยใช้สกุลเงินดอกเบี้ยต่ำเป็นแหล่งเงินทุน)
ท่ามกลางความผันผวนจากถ้อยแถลงทางการเมืองและความเสี่ยงแทรกแซง การเทรดออปชันที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งแรงอาจเหมาะสม การซื้อ “สตราดเดิล” หรือ “สแตรงเกิล” (กลยุทธ์ซื้อออปชันทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย เพื่อหวังกำไรจากการเคลื่อนไหวแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง; สตราดเดิลใช้ราคาใช้สิทธิเดียวกัน ส่วนสแตรงเกิลใช้คนละราคา) ช่วยให้ได้ประโยชน์หากราคาเหวี่ยงแรงทั้งสองทาง ซึ่งเหมาะเมื่อมีความเสี่ยงเหตุการณ์ใหญ่ เช่น การแทรกแซงหรือความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจปะทุได้ตลอดเวลา