ราคาทองคำร่วงลงในวันอังคาร ซื้อขายใกล้ 4,482 ดอลลาร์ หลังทำจุดต่ำสุดระหว่างวันแตะ 4,464 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม นักลงทุนติดตามการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน ควบคู่กับภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ได้รับผลจากความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่
โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาระงับแผนโจมตีทางทหารต่ออิหร่านที่เตรียมไว้ทันที หลังผู้นำประเทศแถบอ่าวอาหรับขอเวลาเพิ่มเพื่อให้การเจรจาเดินหน้าต่อ เขาย้ำว่าข้อตกลงใดๆ ต้องหมายถึงอิหร่าน “ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” พร้อมสั่งให้กองทัพสหรัฐเตรียมพร้อมสำหรับ “การโจมตีเต็มรูปแบบขนาดใหญ่” หากการเจรจาล้มเหลว
ปัจจัยขับเคลื่อนการปรับตัว
ทองคำปรับลงเกือบ 15% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความเสี่ยงการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่หากถูกรบกวนจะทำให้ราคาน้ำมันผันผวน) ส่งผลให้ตลาดคาดว่า “นโยบายการเงินตึงตัว” มากขึ้น (นโยบายการเงินตึงตัว: ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ย/คุมสภาพคล่องเพื่อลดเงินเฟ้อ)
เครื่องมือ CME FedWatch Tool (เครื่องมือที่ใช้คำนวณความน่าจะเป็นของการขึ้น/ลงดอกเบี้ยจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ชี้ว่าตลาดประเมินโอกาสเกือบ 50% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 25 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี (basis point: 1 จุดพื้นฐาน = 0.01%) เพิ่มขึ้นจาก 35% เมื่อสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่ใกล้ 4.60% ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index: ค่าความแข็งค่า/อ่อนค่าของดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) อยู่ราว 99.33
ประเด็นติดตามต่อไป ได้แก่ รายงานการประชุมเฟด (Fed minutes: บันทึกรายละเอียดการประชุมกำหนดดอกเบี้ย) ในวันพุธ ดัชนี PMI เบื้องต้นเดือนพฤษภาคม (PMI: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ใช้วัดทิศทางกิจกรรมธุรกิจ) ในวันพฤหัสบดี และผลสำรวจมหาวิทยาลัยมิชิแกนในวันศุกร์ (แบบสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคและคาดการณ์เงินเฟ้อ)
ด้านเทคนิค เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วัน ใช้ดูแนวโน้มระยะยาว) อยู่ที่ 4,358 ดอลลาร์ RSI ใกล้ 40 (RSI: ดัชนีวัดแรงซื้อขาย ค่าต่ำมักสะท้อนแรงขายมากกว่า) ADX ใกล้ 19 (ADX: ดัชนีวัดความ “แรง” ของแนวโน้ม ค่าต่ำหมายถึงแนวโน้มไม่ชัด) แนวต้านอยู่ที่ 4,705, 4,793 และ 4,850 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ที่ 4,500 และ 4,358 ดอลลาร์
นัยต่อการเทรดและความเสี่ยง
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว โดยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) เดือนเมษายน 2026 ล่าสุดเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าคาด 3.9% ทำให้เฟดมีพื้นที่จำกัดในการลดท่าที “เข้มงวด” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง) ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปียืนเหนือ 4.5% ทำให้ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของการถือทองคำสูงขึ้น (ต้นทุนค่าเสียโอกาส: เลือกถือทองแทนสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย เช่น พันธบัตร)
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ (derivatives: สัญญาที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทองคำ) แนวทางหนึ่งคือขายคอลออปชันแบบนอกเงิน (out-of-the-money call: ออปชันซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาด โอกาสถูกใช้สิทธิน้อย) หรือทำกลยุทธ์ bear call spread (ขายคอลราคาใช้สิทธิหนึ่งและซื้อคอลที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าเพื่อลดความเสี่ยง) เพื่อเก็บ “พรีเมียม” (premium: เงินที่ได้รับ/จ่ายเมื่อซื้อขายออปชัน) จากมุมมองว่าทองอาจขึ้นผ่านแนวต้านได้ยาก โดยมีแนวต้านสำคัญใกล้ 4,705 ดอลลาร์ ทั้งนี้ค่า ADX ที่ต่ำสะท้อนว่าตลาดยังไม่มีแนวโน้มแรง ช่วยให้กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาที่แกว่งในกรอบหรืออ่อนตัวช้าๆ ดูเหมาะมากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงหลักต่อสถานะมองลบในทองคำ คือความคืบหน้าทางการทูตกับอิหร่านแบบฉับพลัน หากมีข้อตกลงสันติภาพที่ตรวจสอบได้ ราคาน้ำมันอาจร่วงแรง ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อลดลงและกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลง ซึ่งอาจปลดแรงกดดันทองและทำให้ราคาฟื้นตัวแรง