USD/JPY ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 และบวกถึง 8 จาก 9 วันทำการล่าสุด ทำสถิติขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ในช่วงเช้าตลาดยุโรปวันอังคาร โดยเคลื่อนไหวเหนือ 159.00 เล็กน้อย หลังเงินดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวจากการย่อตัวระยะสั้นจากระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 7 เม.ย.
แรงซื้อดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ (ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศ) และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจใช้นโยบายการเงินตึงตัวมากขึ้น (ขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น) ขณะที่เงินเยนถูกกดดันจากความกังวลเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ GDP ไตรมาส 1 ของญี่ปุ่นขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด
Geopolitical Developments And Market Impact
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาชะลอแผนโจมตีอิหร่านตามคำขอของกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมระบุว่าไม่ได้มีการเจรจาเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวว่าได้สั่งให้กองทัพสหรัฐเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีเต็มรูปแบบ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ท่ามกลางข้อกังขาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และ “ช่องแคบฮอร์มุซ” (เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก)
ราคาน้ำมันทรงตัวสูงใกล้ระดับสูงสุดรายเดือนที่ทำไว้เมื่อวันจันทร์ จากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน (การส่งมอบติดขัด) ซึ่งเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ CME Group’s FedWatch Tool (เครื่องมือที่ใช้ข้อมูลตลาดสัญญาล่วงหน้าเพื่อประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยของ Fed) ชี้ว่าเทรดเดอร์ให้น้ำหนักเกือบ 50% ว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ย Fed อย่างน้อย 1 ครั้ง ขนาด 25 bps ภายในสิ้นปีนี้ โดย 25 bps (เบซิสพอยต์) เท่ากับ 0.25%
กระแสคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นอาจใช้มาตรการพยุงค่าเงิน (การแทรกแซงค่าเงินโดยภาครัฐ) อาจจำกัดการขึ้นต่อของ USD/JPY นอกจากนี้ ตลาดรอติดตามรายงานการประชุม FOMC Minutes ในวันพุธ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายของ Fed (FOMC คือคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐ)
Intervention Risk And Derivatives Positioning
อย่างไรก็ดี ต้องระมัดระวังความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยน เมื่อเข้าใกล้ระดับ 160.00 ซึ่งเป็น “ระดับจิตวิทยา” (ตัวเลขกลม ๆ ที่ตลาดมักให้ความสำคัญ) โดยตลาดยังจำได้ถึงการแทรกแซงหลายครั้งและค่อนข้างรุนแรงในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2024 เมื่อคู่เงินทะลุระดับดังกล่าวเป็นครั้งแรก ประวัติใกล้ ๆ นี้ทำให้ผู้เล่นตลาดอาจไม่กล้าดันราคาขึ้นต่อมากนัก หากยังไม่มีปัจจัยใหม่มาหนุน
สำหรับผู้เทรดตราสารอนุพันธ์ (สัญญาทางการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ค่าเงิน) แนวทางหนึ่งคือซื้อ “คอลออปชัน” (สิทธิซื้อในอนาคต) โดยตั้งราคาใช้สิทธิ (strike price) ต่ำกว่าโซน 160.00 เล็กน้อย เพื่อมีโอกาสรับกำไรต่อเนื่องพร้อมจำกัดความเสี่ยง อีกแนวทางคือขาย “พุทออปชันนอกเงิน” (out-of-the-money put: สิทธิขายที่ราคายังไกลจนโอกาสถูกใช้สิทธิต่ำ) เพื่อรับ “พรีเมียม” (ค่าเบี้ยออปชันที่ผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขาย) โดยอิงมุมมองว่าความต่างของทิศทางนโยบายระหว่าง Fed และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะช่วยลดโอกาสเกิดการร่วงแรงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความผันผวนที่อยู่ในระดับสูงยังทำให้กลยุทธ์ “ลองสตรัดเดิล” (long straddle: ซื้อทั้งคอลและพุทที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังผลจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) น่าสนใจสำหรับผู้ที่คาดว่าอาจเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่หลังรายงานการประชุม FOMC Minutes