ราคาทองคำในปากีสถานปรับตัวลดลงในวันอังคาร ตามข้อมูลที่ FXStreet รวบรวม โดยทองคำอยู่ที่ 40,687.14 รูปีปากีสถานต่อกรัม ลดลงจาก 40,913.89 รูปีปากีสถานในวันจันทร์
ราคาต่อ “โทลา” (tola: หน่วยชั่งน้ำหนักที่ใช้ในเอเชียใต้ ราว 11.66 กรัม) ลดลงมาอยู่ที่ 474,563.20 รูปีปากีสถาน จาก 477,211.60 รูปีปากีสถานในวันก่อนหน้า อัตราอื่น ๆ ที่ระบุ ได้แก่ 406,866.50 รูปีปากีสถานสำหรับ 10 กรัม และ 1,265,546.00 รูปีปากีสถานต่อ “ทรอยออนซ์” (troy ounce: หน่วยชั่งสำหรับโลหะมีค่า เท่ากับ 31.1035 กรัม)
FXStreet คำนวณราคาทองคำท้องถิ่นอย่างไร
FXStreet แปลงราคาทองคำโลกเป็นสกุลรูปีปากีสถาน โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน USD/PKR (ดอลลาร์สหรัฐ/รูปีปากีสถาน) และหน่วยชั่งน้ำหนักในประเทศ ตัวเลขปรับปรุงทุกวัน ณ เวลาที่เผยแพร่ ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง โดยราคาจริงในตลาดท้องถิ่นอาจแตกต่างได้
ธนาคารกลางเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่ที่สุด โดยในปี 2022 ได้ซื้อเพิ่ม 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ World Gold Council (สภาทองคำโลก)
โดยทั่วไปทองคำมักเคลื่อนไหวสวนทางกับดอลลาร์สหรัฐ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: ตราสารหนี้ที่รัฐบาลสหรัฐออก) และอาจเคลื่อนไหวต่างจากสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ราคาทองอาจตอบสนองต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk: ความตึงเครียดระหว่างประเทศ), ความกังวลเศรษฐกิจถดถอย (recession), และการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย เพราะทองคำกำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยหนุนมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ
เมื่อดอลลาร์สหรัฐเริ่มอ่อนแรง การย่อตัวเล็กน้อยของราคาทองล่าสุดอาจเป็นจังหวะสำหรับเปิดสถานะใหม่ ทองคำมักมีความสัมพันธ์ผกผันกับดอลลาร์ (inverse relationship: ราคามักไปคนละทิศทาง) และดัชนีดอลลาร์ (dollar index: ดัชนีวัดความแข็งค่าของดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ลดลง 2% นับจากปลายเดือนเมษายน 2026 ทำให้การถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ดอลลาร์ เช่น ทองคำ ดูน่าสนใจขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
ท่าทีล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) ที่ส่งสัญญาณอาจ “หยุดขึ้นดอกเบี้ย” (pause in rate-hiking cycle: ชะลอ/หยุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) เป็นแรงหนุนสำคัญต่อทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกเบี้ย” (non-yielding asset: ถือครองแล้วไม่มีดอกผลเป็นดอกเบี้ย) เมื่อคาดว่าดอกเบี้ยจะทรงตัวหรือลดลง ทองคำจึงน่าดึงดูดมากขึ้น ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool (เครื่องมือของตลาด CME ที่ประเมินความน่าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยของเฟดจากราคาตราสารอนุพันธ์) ระบุโอกาส 65% ที่จะมีการลดดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2026 เพิ่มขึ้นจาก 30% เมื่อสองเดือนก่อน
เงินเฟ้อยังเป็นประเด็นหลัก ทำให้บทบาทของทองคำในฐานะ “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง” (hedge: ใช้ลดผลกระทบจากความเสี่ยง) สำคัญขึ้น รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อ) เดือนเมษายน 2026 แสดงเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.1% สูงกว่าเป้าหมายของเฟด เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อทำให้มูลค่าของเงินตรากระดาษ (fiat currencies: เงินที่รัฐกำหนดให้ใช้ชำระหนี้ได้ ไม่ได้ผูกกับทองคำ) ลดลง และผลักดันให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (hard assets: สินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น ทองคำ)
ความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกยังเป็นปัจจัยหนุนสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven: สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อความเสี่ยงสูง) ของทอง หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นอาจเกิดการ “หนีเข้าความปลอดภัย” (flight to safety: นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงแล้วซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย) และหนุนราคาทองได้มาก
นอกจากนี้ ความต้องการซื้อทองจากธนาคารกลางยังช่วยพยุงตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายงานไตรมาส 1/2026 ของ World Gold Council ระบุว่าธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ซื้อเพิ่มอีก 200 ตัน การซื้อสม่ำเสมอช่วยจำกัดโอกาสขาลงและสนับสนุนแนวโน้มราคาปรับขึ้นระยะยาว
จากปัจจัยเหล่านี้ ผู้ซื้อขายตราสารอนุพันธ์ (derivative traders: ผู้เทรดสินค้าที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ออปชัน/ฟิวเจอร์ส) อาจพิจารณาเปิดสถานะเชิงบวกผ่าน “คอลออปชัน” (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) หรือ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread: กลยุทธ์ออปชันแบบซื้อคอลหนึ่งสัญญาและขายคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อลดต้นทุนและจำกัดความเสี่ยง) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า กลยุทธ์ดังกล่าวเปิดโอกาสรับผลบวกจากการปรับขึ้น พร้อมควบคุมความเสี่ยง
อย่างไรก็ดี ต้องติดตามตลาดหุ้น เพราะภาวะ “รับความเสี่ยง” (risk-on: นักลงทุนพร้อมลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง) ที่แข็งแกร่งอาจกดดันทองคำได้ ตัวอย่างเช่น การปรับขึ้นของดัชนี S&P 500 (ดัชนีหุ้นสหรัฐ 500 บริษัทขนาดใหญ่) ช่วงปลายปี 2025 สะท้อนว่าทองคำอาจถูกมองข้ามชั่วคราวเมื่อหุ้นทำผลงานดี หากความต้องการเสี่ยงพุ่งขึ้น อาจทำให้การปรับขึ้นของทองช้าลง