GBP/USD ร่วงลงมาใกล้ 1.3415 ในการซื้อขายช่วงเอเชียวันอังคาร เงินปอนด์อ่อนค่าต่อดอลลาร์สหรัฐจากการเมืองอังกฤษที่ยังไม่นิ่ง โดยนักลงทุนจับตารายงานการจ้างงานของสหราชอาณาจักรที่จะประกาศในวันเดียวกัน
นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ เผชิญแรงกดดันด้านความเป็นผู้นำหลังผลเลือกตั้งท้องถิ่น 7 พ.ค. ออกมาอ่อนแอ จากนั้นเกิดการลาออกของผู้บริหารระดับสูงและความผันผวนในตลาด ขณะที่ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (UK gilt yields)” พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 28 ปี ท่ามกลางความกังวลด้านการคลัง (ความเสี่ยงงบประมาณและหนี้สาธารณะ)
Uk Growth Outlook And Political Uncertainty
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของสหราชอาณาจักรในปีนี้เมื่อวันจันทร์ แต่เตือนว่า “ความไม่แน่นอนในประเทศ” ที่เชื่อมโยงกับความไม่มั่นคงทางการเมือง อาจทำให้การใช้จ่ายและการลงทุนชะลอลง
ฝั่งสหรัฐฯ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาดหนุนมุมมองว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจคุมเข้มนโยบาย” มากขึ้น (หมายถึงมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงนาน) และช่วยหนุนดอลลาร์ โดย “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยเฟด (Fed funds futures)” สะท้อนโอกาส 35.0% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปี ตามเครื่องมือ CME FedWatch (เครื่องมือที่คำนวณความน่าจะเป็นการขึ้น/ลดดอกเบี้ยจากราคาตลาดฟิวเจอร์ส)
เมื่อพิจารณาความไม่แน่นอนทางการเมืองในอังกฤษ เรามองว่าแนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดของ GBP/USD คืออ่อนค่าลง การลาออกในรัฐบาลและความกังวลด้านการคลังสร้างภาวะกดดันต่อเงินปอนด์ กลยุทธ์ที่เหมาะคือถือสถานะ “ขาย (short)” และใช้ “ออปชันพุท (put options)” ซึ่งเป็นสัญญาที่ให้สิทธิขายในราคาเป้าหมาย ช่วยสะท้อนมุมมองขาลงพร้อมจำกัดการขาดทุนสูงสุดไว้ล่วงหน้า
ขณะนี้ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี” ขยับเข้าใกล้ 5.5% ซึ่งไม่เห็นมาตั้งแต่ปี 1998 ทำให้ตลาดค่าเงินผันผวนมากขึ้น ส่งผลให้ออปชันมีต้นทุนแพง (เพราะราคามักสูงขึ้นเมื่อความผันผวนสูง) จึงควรใช้กลยุทธ์อย่าง “สเปรดพุทขาลง (bear put spread)” คือซื้อพุทและขายพุทอีกตัวที่ราคาใช้สิทธิ (strike) ต่ำกว่า เพื่อลดต้นทุนเริ่มต้น กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์เมื่อราคาค่อย ๆ ไหลลงไปใกล้แนว 1.3200 ซึ่งเป็น “ระดับจิตวิทยา” (ตัวเลขกลมที่ตลาดมักให้ความสำคัญ) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
Key Near Term Catalyst And Volatility Risk
รายงานการจ้างงานอังกฤษวันนี้เป็นปัจจัยกระตุ้นระยะสั้น หากออกมาอ่อนแอมีโอกาสกดให้คู่เงินปรับลงต่อ ขณะเดียวกันข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐล่าสุดสะท้อนว่า “CPI พื้นฐาน (core CPI)” ซึ่งตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออก ยังคงยืนสูงแถว 3.6% ทำให้ดอลลาร์ยังมีแรงหนุน ควรติดตาม CME FedWatch อย่างใกล้ชิด เพราะหากความน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มจาก 35% จะยิ่งเสริมแรงขับเคลื่อนให้ดอลลาร์แข็งค่า