สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอ่อนค่าลง จากการที่ “อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (US real yields)” ของสหรัฐปรับสูงขึ้น (หมายถึงผลตอบแทนพันธบัตรหลังหักเงินเฟ้อ), เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ประเทศ “ผู้นำเข้าน้ำมัน” จึงได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ โดยเงินรูปีอินเดีย (INR) และเงินเปโซฟิลิปปินส์ (PHP) ถูกมองว่าเสี่ยงสุด ขณะที่เงินรูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR) ก็เผชิญแรงกดดันจากความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราผลตอบแทนสหรัฐ และปัจจัยภายในประเทศ
ดัชนี MSCI EM Currency Index ปิดสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 พฤษภาคม ลดลง 0.9% เป็นผลงานรายสัปดาห์แย่ที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม รายงานยังระบุว่า “ค่าสหสัมพันธ์ (correlation)” ระหว่างน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) กับ Bloomberg Dollar Spot Index ในช่วง 60 วัน อยู่ที่ 0.55 (ค่าสหสัมพันธ์คือค่าที่บอกว่าตัวแปรเคลื่อนไหวไปทางเดียวกันมากน้อยเพียงใด) ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีดัชนีในปี 2005
สัญญาณนโยบายและแรงกดดันต่อค่าเงิน
ทางการอินเดียเข้มงวดกฎการนำเข้าเงิน (silver) และกำหนดให้นำเข้า “แท่งเงิน (silver bar)” ต้องขออนุมัติจากรัฐบาลล่วงหน้า ศรีลังกาเรียกเก็บ “ภาษีนำเข้าเพิ่ม (surcharge)” 50% สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นเวลา 3 เดือน โดยทั้งสองมาตรการเชื่อมโยงกับแรงกดดันต่อ “ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (foreign exchange reserves)” (คือเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารกลางถือไว้เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินและการชำระหนี้ต่างประเทศ)
เมื่อมองย้อนแรงกดดันช่วงพฤษภาคม 2025 รูปแบบ “ดอลลาร์แข็ง + อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของสหรัฐสูง” กำลังกลับมาอีกครั้ง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่แถว 4.75% และดัชนีดอลลาร์ (DXY) ทะลุ 107 ทำให้สภาพแวดล้อมกลับมายากสำหรับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่เอเชีย ภาวะแบบนี้สะท้อนว่าควรพิจารณากลยุทธ์เชิงป้องกันความเสี่ยง หรือเปิดสถานะฝั่งอ่อนค่าในสกุลเงินที่เปราะบางที่สุด
แรงกดดันสองทางสำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันกำลังรุนแรงขึ้นอีกครั้ง น้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นกลับมาที่ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนพฤษภาคม 2026 เพิ่มขึ้นชัดเจนจากระดับต้นปีที่อยู่แถว 80 ดอลลาร์ต้น ๆ ทำให้ “บิลนำเข้า (import bills)” ของประเทศอย่างอินเดียและฟิลิปปินส์ตึงตัวมากขึ้น สถานการณ์นี้คล้ายกับปีก่อนที่ดอลลาร์แข็งพร้อมน้ำมันแพงกดดันเศรษฐกิจเหล่านี้
สำหรับผู้ค้า ตีความได้ว่าแนวโน้มของ INR และ PHP ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้ามีโอกาสอ่อนค่า กลยุทธ์หนึ่งคือซื้อ “ออปชันคอลนอกเงิน (out-of-the-money call options)” บน USD/INR และ USD/PHP (คือออปชันซื้อที่ราคาใช้สิทธิยังไม่คุ้ม หากเทียบกับราคาปัจจุบัน) เพื่อวางตำแหน่งรับการอ่อนค่าต่อ พร้อมจำกัดความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้ “ความผันผวนโดยนัย (implied volatility)” ของคู่นี้ (คือความผันผวนที่ตลาดสะท้อนผ่านราคาออปชัน) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 6 เดือน ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนกลยุทธ์ออปชันน่าสนใจขึ้น
ความเสี่ยงของ IDR และการวางตำแหน่ง
เงินรูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR) ก็ส่งสัญญาณเสี่ยง จากความอ่อนไหวในอดีตต่อ “คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ” เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดพันธบัตรอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น โดยใน 2 สัปดาห์แรกของพฤษภาคม 2026 มีเงินไหลออกมากกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนภาวะ “เงินทุนไหลออก (capital flight)” ซึ่งทำให้ผู้ค้าอาจใช้ “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่ส่งมอบ (non-deliverable forwards: NDFs)” (คือสัญญาฟอร์เวิร์ดที่ชำระส่วนต่างเป็นเงินสด ไม่ส่งมอบสกุลเงินจริง) เพื่อเปิดสถานะฝั่งอ่อนค่าเทียบ IDR
เราคาดว่า “ความผันผวนค่าเงิน (currency volatility)” ทั่วภูมิภาคจะเพิ่มขึ้น เพราะธนาคารกลางอาจจำเป็นต้อง “แทรกแซงตลาด (intervene)” ปีที่แล้วมาตรการจำกัดการนำเข้าในอินเดียและศรีลังกาชี้ว่า “ความเสี่ยงด้านนโยบาย (policy risk)” สูง และอาจทำให้ราคาขยับแรงและคาดเดายาก ดังนั้น กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อความผันผวนเพิ่มขึ้น เช่น การซื้อ “สแตรดเดิล (straddle)” (คือซื้อออปชันซื้อและออปชันขายพร้อมกันที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังกำไรจากการเคลื่อนไหวแรงไม่ว่าจะขึ้นหรือลง) อาจเหมาะกับผู้ค้าที่คาดว่าตลาดจะขยับมาก แต่ยังไม่มั่นใจทิศทาง