ทองคำ (XAU/USD) เคลื่อนไหวทรงตัวเหนือ 4,500 ดอลลาร์ในวันจันทร์ หลังปรับลงต่อเนื่อง 4 วันจากระดับ 4,770 ดอลลาร์ ราคายืนได้เมื่อผู้ลงทุนติดตามความขัดแย้งตะวันออกกลางและความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน
กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า การเจรจากับสหรัฐยังดำเนินอยู่ ขณะที่ทีมด้านเทคนิคของอิหร่านและโอมานหารือแนวทางฟื้นฟู “การเดินเรืออย่างปลอดภัย” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) โดยวอชิงตันและเตหะรานยังทบทวนข้อเสนอด้านสันติภาพ
Market Drivers And Near Term Bias
ราคาทองคำยังถูกกดดันจาก “การเทขายพันธบัตรโลก” (bond sell-off: นักลงทุนขายพันธบัตรทำให้ราคาพันธบัตรลงและผลตอบแทนพุ่ง) และราคาน้ำมันที่อยู่ระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (US 10-year yields: ผลตอบแทนที่ตลาดต้องการจากการถือพันธบัตร 10 ปี) เคลื่อนไหวที่ 4.60% สูงสุดในรอบ 1 ปี หลังเงินเฟ้อเร่งขึ้นและข้อมูลเศรษฐกิจยังแข็งแรง ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดอาจ “ขึ้นดอกเบี้ย” (Fed rate hikes: ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027
ด้านเทคนิค XAU/USD ยังมี “แนวโน้มขาลงระยะสั้น” (bearish near-term bias: โอกาสอ่อนตัวมากกว่าฟื้น) หลังร่วงเกือบ 4% เมื่อสัปดาห์ก่อน RSI กรอบ 4 ชั่วโมงยังอยู่ในภาวะ “ขายมากเกินไป” (oversold: ราคาลงเร็ว/แรงจนมีโอกาสเด้งสั้น) ขณะที่ MACD ยังติดลบ (MACD: ตัวชี้วัดโมเมนตัมและทิศทางแนวโน้ม) และแท่งสีแดงเริ่มสั้นลง สะท้อนแรงขายชะลอ
แนวรับอยู่แถว 4,500 ดอลลาร์ โดยระดับถัดไปอยู่ราว 4,350 ดอลลาร์ (จุดต่ำ 26 มี.ค.) แนวต้านอยู่ใกล้ 4,560 ดอลลาร์ ถัดไปแถว 4,640 ดอลลาร์ ก่อนถึงจุดสูง 4,770 ดอลลาร์
ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่ม 1,136 ตัน มูลค่าราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2022 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปกติทองคำมักเคลื่อนไหว “สวนทาง” (inversely: หนึ่งขึ้นอีกหนึ่งลง) กับดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries: พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ)
Positioning And Key Levels To Watch
ขณะนี้ทองคำยังประคองเหนือ 4,500 ดอลลาร์ แต่แรงกดดันเพิ่มขึ้นจากหลายด้าน ความเป็นไปได้ที่สถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย ลดความน่าสนใจของทองในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven: สินทรัพย์ที่คนมักเข้าซื้อเมื่อเสี่ยงสูง) ทำให้ทองต้องเผชิญปัจจัยลบหลักคือ “ดอกเบี้ยสูง”
การขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีสู่ 4.60% เป็นแรงถ่วงสำคัญ เพราะทองคำ “ไม่มีดอกผล” (offers no yield: ไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินปันผล) จากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: วัดการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการของผู้บริโภค ใช้เป็นตัวชี้เงินเฟ้อ) เดือนที่แล้วออกมาที่ 3.9% ตลาดจึงให้น้ำหนักมากกว่า 60% ต่อโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในต้นปี 2027 ถือเป็นการกลับมุมจากช่วงปลายปี 2025 ที่ยังพูดถึงการลดดอกเบี้ย
“ส่วนชดเชยความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศ” (geopolitical risk premium: ราคาที่เพิ่มขึ้นเพราะความกังวลเหตุการณ์การเมือง/สงคราม) เริ่มลดลงตามความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน หากมีข้อตกลงชัดเจนเพื่อคุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจกดราคาหลุดแนวรับปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักพบว่าเมื่อการทูตคืบหน้า ความต้องการทองระยะสั้นจะลดลง
แม้มุมมองระยะสั้นอ่อนแรง แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังช่วยพยุงราคา ข้อมูลล่าสุดจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางซื้อเพิ่มอีก 290 ตันในไตรมาส 1/2026 ต่อเนื่องจากกระแสซื้อสูงตั้งแต่ปี 2022 อุปสงค์ที่ยืนยาวอาจทำให้การลงช้าลง และสร้างแนวรับสำคัญบริเวณ 4,350 ดอลลาร์
จากสัญญาณเทคนิคฝั่งลบและปัจจัยมหภาคที่กดดัน ผู้ลงทุนควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาปรับลง เช่น ซื้อพุตออปชัน (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายที่ราคา/วันกำหนด) โดยเลือก “ราคาใช้สิทธิ” (strike price: ราคาที่กำหนดในสัญญา) ต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์ หากแนวรับนี้แตกในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า สำหรับผู้ที่มองว่าจะค่อยๆ ไหลลง อาจใช้กลยุทธ์ bear call spread (ขายคอลและซื้อคอลคนละราคา: จำกัดกำไร/ขาดทุน เหมาะกับมุมมองขาลง) โดยตั้งเพดานแถวแนวต้าน 4,640 ดอลลาร์ เพื่อให้สัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนเหมาะสมกว่า
ตลาดยังจับตา RSI ที่อยู่โซนขายมากเกินไป หากเด้งสั้นอาจเป็นจังหวะเปิดสถานะฝั่งขาลงที่ดีกว่า หากราคาไม่สามารถกลับไปยืนเหนือแนวต้าน 4,560 ดอลลาร์ จะยืนยันว่าแนวโน้มลงยังชัดเจน และหากดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่า จะเป็นตัวเร่งให้ราคาทองอ่อนลงต่อได้