คริสติน ลาการ์ด ให้สัมภาษณ์นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีคลัง G7 ที่กรุงปารีส และกล่าวถึงบทบาทของตนเองเมื่อถูกถามเรื่องแรงเทขายในตลาดพันธบัตรโลก (การที่นักลงทุนขายพันธบัตรจำนวนมากพร้อมกัน ทำให้ราคาพันธบัตรลดลงและอัตราผลตอบแทนปรับขึ้น) ขณะที่ วัลดิส ดอมบรอฟสกิส กรรมาธิการอียู ระบุว่าสมาชิก G7 จะหารือเรื่องสงครามในยูเครนและอิหร่าน และย้ำความจำเป็นในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมัน) โดยเร็ว
หลังความเห็นของลาการ์ด ค่าเงินยูโรยังไม่ขยับอย่างมีนัยสำคัญ คู่เงิน EUR/USD ฟื้นจากการอ่อนค่าก่อนหน้าและขยับขึ้นเล็กน้อยแถว 1.1633 ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) อ่อนลง
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตั้งอยู่ที่แฟรงก์เฟิร์ต เป็นผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยและดูแลนโยบายการเงินของยูโรโซน เป้าหมายหลักคือ “เสถียรภาพด้านราคา” โดยพยายามคุมเงินเฟ้อให้อยู่ใกล้ 2% ผ่านการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย
การตัดสินใจด้านนโยบายทำโดยคณะกรรมการกำหนดนโยบาย (Governing Council) ของ ECB ในการประชุมปีละ 8 ครั้ง ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการธนาคารกลางของแต่ละประเทศสมาชิก และกรรมการประจำ 6 คน รวมถึงประธาน ECB
มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE: ธนาคารกลาง “สร้างเงิน” เพื่อซื้อสินทรัพย์ โดยมากเป็นพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรเอกชน เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องและกดดอกเบี้ยระยะยาว) โดยทั่วไปมีแนวโน้มทำให้ยูโรอ่อนค่า มาตรการนี้ถูกใช้ในช่วงปี 2009–11 ปี 2015 และช่วงการระบาดของโควิด
มาตรการคุมเข้มเชิงปริมาณ (QT: การทำตรงข้ามกับ QE โดยยุติการซื้อพันธบัตร และไม่เอาเงินที่ได้จากพันธบัตรที่ครบกำหนดไปซื้อทดแทน เพื่อลดขนาดงบดุลของธนาคารกลาง) โดยปกติมีผลสนับสนุนค่าเงินยูโร
คำกล่าวล่าสุดของลาการ์ดที่ว่าเธอ “กังวลอยู่เสมอ” ควรมองว่าเป็นสัญญาณว่า ECB เฝ้าระวัง ไม่ใช่ตื่นตระหนก โดยข้อมูลประมาณการเบื้องต้นของยูโรสแตต (Eurostat flash estimates: ตัวเลขเศรษฐกิจเบื้องต้นที่ประกาศเร็ว) ชี้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปยังสูงที่ 2.7% สูงกว่าเป้าหมาย 2% มาก ทำให้ความกังวลมีเหตุผล และสะท้อนว่า ECB อาจคงนโยบายการเงินแบบตึงตัว (restrictive monetary policy: การคงดอกเบี้ยสูง/ดูดสภาพคล่องเพื่อกดเงินเฟ้อ) นานกว่าที่บางฝ่ายคาด
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ เพิ่มความเสี่ยงอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้า (Brent crude futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบอ้างอิงเบรนท์) ทะลุ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ ECB แก้ด้วยดอกเบี้ยได้จำกัด ยิ่งทำให้งานของธนาคารกลางซับซ้อน เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อที่มาจากพลังงาน อาจกระทบการเติบโตเศรษฐกิจ
ขณะนี้ยูโรยังทรงตัวใกล้ 1.1633 แต่ดูเหมือนเป็นผลจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่ามากกว่าความแข็งแกร่งของยูโรเอง อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันของ ECB ที่ 4.25% ช่วยพยุงค่าเงิน อย่างไรก็ดี แรงเทขายในตลาดพันธบัตรโลก (global bond sell-off) ที่ดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี (German 10-year yields: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอ้างอิงของยุโรป) สูงกว่า 3.1% สะท้อนความตึงตัวของตลาดอย่างมาก แรงขัดแย้งระหว่าง ECB ที่ยัง “เข้ม” (hawkish: แนวโน้มให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อและพร้อมคง/ขึ้นดอกเบี้ย) กับความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเติบโต ทำให้ตลาดมีโอกาสผันผวนสูง