เงินยูโรอ่อนค่าลงต่อเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ โดย EUR/USD อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือนที่ราว 1.1626 โดยคาดว่าคู่นี้จะปิดสัปดาห์ในแดนลบ หลังตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: Fed) จะ “เข้มงวดมากขึ้น” (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields: ผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ) ปรับขึ้น
ราคาพลังงานปรับขึ้นจากความเสี่ยงด้านอุปทานสะดุดในตะวันออกกลาง ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อของเศรษฐกิจหลักแย่ลง ในสหรัฐ เงินเฟ้อเร่งตัวแรงเป็นเดือนที่สองติดต่อกันในเดือนเมษายน ขณะที่การใช้จ่ายผู้บริโภคยังทรงตัว
ข้อมูลสหรัฐล่าสุดหนุนมุมมองว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยไว้ในไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน นักเก็งกำไรประเมินโอกาส “ขึ้นดอกเบี้ย” ในการประชุมเดือนธันวาคมใกล้ 50-50 โดยอ้างอิงจาก CME FedWatch Tool (เครื่องมือที่ใช้ข้อมูลสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อประเมินความน่าจะเป็นของทิศทางดอกเบี้ยเฟด)
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ขยับเหนือ 99.00 ทำระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 8 เมษายน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี
เงินเฟ้อยูโรโซนก็เร่งขึ้นในเดือนเมษายน ตลาด “ตั้งราคา” (priced in: สะท้อนคาดการณ์ไว้ในราคาแล้ว) ว่าธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ โดยการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนถูกตั้งราคาไว้เต็มจำนวนแล้ว
การเจรจาสหรัฐ-อิหร่านยังไม่คืบหน้า และช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดกั้น ทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวสูง โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะสนับสนุนการระงับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน 20 ปี หากเป็นเรื่อง “จริง” และเตือนว่าสหรัฐอาจกลับมาโจมตีอีกหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้