ราคาเงิน (Silver) ร่วงเกือบ 8% ในวันศุกร์ พลิกจากที่เคยบวกในสัปดาห์ หลังผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields: อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนได้จากการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งมักสะท้อนทิศทางดอกเบี้ย) ปรับขึ้น และเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น กดดัน “บูลเลียน” (bullion: โลหะมีค่าที่ซื้อขายในรูปแท่ง เช่น เงินและทอง) คู่ XAG/USD (XAG คือสัญลักษณ์ราคา “เงิน”, USD คือดอลลาร์สหรัฐ) ซื้อขายแถว 76.65 ดอลลาร์ ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์
ข้อมูลล่าสุดของสหรัฐชี้ว่าเงินเฟ้อสูงกว่าคาด และการใช้จ่ายผู้บริโภคยังทรงตัว ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) อาจขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปี นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความเสี่ยง/เหตุสะดุดในตะวันออกกลาง ยังถูกมองว่าเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่ม
เครื่องมือ CME FedWatch Tool (เครื่องมือของตลาดอนุพันธ์ CME ที่คำนวณ “ความน่าจะเป็น” ของการเปลี่ยนดอกเบี้ยจากราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ชี้ว่าตลาดคาดดอกเบี้ยจะทรงตัวในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า และมีโอกาสราว 42% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม โดยทั่วไป ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกผล” (non-yielding assets: สินทรัพย์ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย/เงินปันผล) เช่น เงิน
บนกราฟรายวัน ราคาอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA: เส้นค่าเฉลี่ยของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ใช้ดูแนวโน้ม) ระยะ 50 วัน ที่ 76.99 ดอลลาร์ และต่ำกว่า SMA 100 วัน ที่ 81.28 ดอลลาร์ ขณะที่ SMA 200 วัน อยู่ที่ 65.04 ดอลลาร์ ส่วน RSI (14) (Relative Strength Index: ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย ช่วง 0–100; ค่ากลางราว 50) อยู่ที่ 47.37 และ MACD ราว 0.66 (MACD: ตัวชี้วัดโมเมนตัมจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ใช้ดูแรงของแนวโน้ม) โดยโมเมนตัมเริ่มอ่อนลง
แนวต้านอยู่ที่ 76.99 ดอลลาร์ ถัดไป 81.28 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่ใกล้ 65.04 ดอลลาร์ ราคาเงินยังอาจได้รับอิทธิพลจากเงินดอลลาร์สหรัฐ อุปสงค์ภาคอุตสาหกรรม อุปทานจากเหมือง การรีไซเคิล และการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ