ราคาทองคำร่วงลงได้มากถึง 2% มาอยู่ที่ 4,560 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ (หน่วยชั่งน้ำหนักโลหะมีค่า 1 ทรอยออนซ์ราว 31.1 กรัม) จากราว 4,700 ดอลลาร์ก่อนเริ่มปรับลงตั้งแต่วันก่อนหน้า การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐเปิดเผยข้อมูล “ดัชนีราคาผู้ผลิต” (Producer Price Index: PPI คือราคาสินค้า/บริการที่ผู้ผลิตขายออกจากโรงงาน) เดือนเมษายนออกมาสูงกว่าคาด และทำให้ตลาดปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย
ขณะนี้ตลาดเริ่ม “ตั้งราคา” (pricing in คือสะท้อนความคาดการณ์เข้าไปในราคาสินทรัพย์ล่วงหน้า) ว่านโยบายการเงินสหรัฐจะตึงตัวมากขึ้น โดยรวมถึงการคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยรวม 15 เบสพอยต์ (basis point: 1 เบสพอยต์ = 0.01%) ภายในสิ้นปี และคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยเต็ม 25 เบสพอยต์ (0.25%) จะเกิดขึ้นภายในเดือนมีนาคม 2027
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields คือดอกเบี้ยที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาล) ก็ปรับขึ้นเช่นกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ 4.54% สูงกว่าสัปดาห์ก่อนราว 20 เบสพอยต์ ทำให้ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (opportunity cost คือผลตอบแทนที่พลาดไปเมื่อเลือกถือสินทรัพย์หนึ่งแทนอีกสินทรัพย์) ของการถือทองคำสูงขึ้น เพราะทองคำไม่ให้ดอกเบี้ย
ในอินเดีย ภาษีนำเข้าทองคำเพิ่มจาก 6% เป็น 15% คาดว่าจะกด “ความต้องการซื้อทองคำจริง” (physical demand คือการซื้อทองคำแท่ง/เครื่องประดับ ไม่ใช่ซื้อผ่านสัญญาการเงิน) ให้ลดลง โดยการนำเข้าทองคำของอินเดียลดลงแล้วแตะระดับต่ำสุดในรอบ 30 ปีในเดือนเมษายนหลังขึ้นภาษี และอาจลดลงต่อ
ย้อนกลับไปปี 2025 ตลาดเริ่มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ย 25 เบสพอยต์ในช่วงต้นปี 2026 ส่งผลให้ราคาทองถูกกดดัน และปัจจุบันซื้อขายราว 4,610 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยลบจากความคาดหวังดอกเบี้ยขาขึ้นยังคงอยู่
ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำยังสูง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่แถว 4.65% ทำให้พันธบัตรรัฐบาลน่าสนใจกว่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทน ข้อมูล “ดัชนีราคาผู้บริโภค” (Consumer Price Index: CPI คือเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค) เดือนเมษายนที่ประกาศสัปดาห์ก่อนออกมาสูงกว่าคาดที่ 3.6% ตอกย้ำมุมมองว่าเฟดยังไม่น่าลดดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ภาพเศรษฐกิจมหภาค (macroeconomic คือปัจจัยเศรษฐกิจระดับประเทศ เช่น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย การเติบโต) ลักษณะนี้มักกดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย เช่น ทองคำ
การขึ้นภาษีนำเข้าทองคำของอินเดียอย่างมากตั้งแต่ปีก่อนยังคงกดดันอุปสงค์ทองคำจริง ซึ่งปกติเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาดทองคำ ข้อมูลนำเข้าอย่างเป็นทางการไตรมาส 1/2026 ลดลง 18% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการซื้อของผู้บริโภคที่ซบเซาต่อเนื่อง รูปแบบนี้คล้ายช่วงปี 2013-2016 ที่การขึ้นภาษีครั้งก่อนทำให้ความต้องการนำเข้าอย่างเป็นทางการลดลงมาก
ในสภาพแวดล้อมนี้ อาจต้องพิจารณาวางกลยุทธ์รับความเสี่ยงที่ราคาอ่อนตัวลงต่อ หรือแกว่งตัวในกรอบในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า การซื้อ “พุทออปชัน” (put option คือสิทธิในการขายสินทรัพย์ที่ราคากำหนดในอนาคต) บน “ฟิวเจอร์สทองคำ” (gold futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาทองคำ) โดยเลือก “ราคาใช้สิทธิ” (strike price คือราคาที่ใช้ซื้อ/ขายตามสิทธิของออปชัน) ต่ำกว่าระดับรับ 4,500 ดอลลาร์ เป็นทางเลือกในการทำกำไรหากราคาปรับลงจากความกังวลดอกเบี้ยขาขึ้น กลยุทธ์นี้ทำให้ความเสี่ยงชัดเจน เพราะขาดทุนสูงสุดจำกัดที่ค่าเบี้ยออปชันหากราคากลับขึ้น
สำหรับผู้ที่มองว่าราคาจะแกว่งออกข้าง การขาย “คอลออปชัน” (call option คือสิทธิในการซื้อ) ที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าระดับต้านแถว 4,750 ดอลลาร์ อาจเป็นทางเลือกเพื่อรับ “ค่าเบี้ย” (premium คือเงินที่ผู้ซื้อออปชันจ่ายให้ผู้ขาย) อย่างไรก็ดีต้องระวังความเสี่ยงหากราคาทองพุ่งขึ้นแรง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า โดยเพิ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนเมื่อเทียบกับ “ตะกร้าสกุลเงิน” (basket of currencies คือการเทียบกับหลายสกุลเงินรวมกัน เช่น ดัชนีดอลลาร์) ยังเป็นปัจจัยจำกัดโอกาสปรับขึ้นของทองคำ ทำให้การขายคอลที่ “นอกเงิน” (out-of-the-money คือราคาใช้สิทธิไกลจากราคาตลาดจนยังไม่มีมูลค่าเมื่อใช้สิทธิทันที) ดูน่าสนใจ
อย่างไรก็ดี ต้องติดตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในทะเลจีนใต้ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุน “หนีไปสินทรัพย์ปลอดภัย” (flight to safety คือย้ายเงินไปสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ) และดันราคาทองพุ่งขึ้นฉับพลัน การกันเงินส่วนน้อยไปซื้อคอลออปชันระยะยาวที่นอกเงิน อาจใช้เป็น “เฮดจ์” (hedge คือการป้องกันความเสี่ยง) ต้นทุนต่ำต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด เพื่อคุ้มครองพอร์ตที่มองลบหรือเป็นกลางต่อราคาทองคำ