DBS Group Research รายงานว่า วันแรกของการประชุมสุดยอดทรัมป์–สี จิ้นผิงในจีนเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้น้ำหนักกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการยกเลิก/ถอยกลับมาตรการด้านการค้า (trade rollbacks คือการลดระดับหรือยกเลิกมาตรการกีดกันการค้า เช่น ภาษีนำเข้า) โดยรายงานระบุด้วยว่า การขยับขึ้นของดอลลาร์ครั้งนี้ถูกมองเป็น “การปรับฐาน” (correction คือการดีดกลับระยะสั้นหลังราคาปรับลงแรง) ไม่ใช่จุดเริ่มของแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า “ช็อกด้านอุปทานน้ำมัน” (oil supply shock คือเหตุการณ์ที่ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลงฉับพลัน ทำให้ราคาพุ่ง) อาจเป็นเพียงชั่วคราว และการพุ่งขึ้นของราคาล่าสุดอาจจบลงในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน รายงานเชื่อมโยงถ้อยแถลงดังกล่าวกับความพยายามลดแรงกระเพื่อมของตลาด
รายงานอ้างถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นจาก 3.94% เป็น 4.48% นับตั้งแต่เริ่ม “Operation Epic Fury” (เป็นชื่อเรียกเหตุการณ์/ปฏิบัติการที่ตลาดใช้เป็นจุดอ้างอิงในช่วงนั้น) และระบุว่า ตลาดกำลังปรับความคาดหวังต่อธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) จากเดิมที่คาด “ลดดอกเบี้ย” ไปสู่ความเป็นไปได้ของ “ขึ้นดอกเบี้ย” ในช่วงปลายปี
รายงานเสริมว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาวิธีทำให้เฟด “คงดอกเบี้ย” (on hold คือไม่เปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบาย) ขณะยังคงท่าทีเอนเอียงไปทางผ่อนคลาย (easing bias คือส่งสัญญาณว่าหากจำเป็นอาจลดดอกเบี้ยในอนาคต) ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน และสรุปว่า ความแข็งค่าของดอลลาร์ถูกวางกรอบเป็นการ “ปรับฐาน” หลังแรงขายในเดือนเมษายนที่เชื่อมโยงกับความหวังเรื่อง “ทางลง/ทางออกจากความตึงเครียด” (off-ramp hopes คือความหวังว่าจะมีมาตรการลดความขัดแย้ง เช่น ด้านการค้า)